
อาเซียนเปิดเกม Clean Tech จีน ทะลุ 2 หมื่นล้าน จับตาเมืองพลังงานยุคใหม่
อาเซียนผงาดตลาด Clean Tech จีน ยอดซื้อปี 2569 ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ดันโซลาร์ แบตเตอรี่ และโครงข่ายไฟฟ้า รับเมือง-เศรษฐกิจยุคใหม่
KEY
POINTS
- อาเซียนกลายเป็นตลาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาด (Clean Tech) ขนาดใหญ่ของจีน โดยมียอดนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนหน้า
- การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่แผงโซลาร์เซลล์ แต่ครอบคลุมเทคโนโลยีหลากหลายที่จำเป็นสำหรับเมืองยุคใหม่ เช่น แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน, รถยนต์ไฟฟ้า (EV), และระบบโครงข่ายไฟฟ้า
- แรงผลักดันสำคัญมาจากการเติบโตของเมืองและภาคอุตสาหกรรมในอาเซียน ทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
อาเซียนเปิดเกมใหม่ Clean Tech จีนทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ จับตาสมรภูมิพลังงานเมืองยุคใหม่
อาเซียนกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากจีน หลังยอดนำเข้าในปี 2569 ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่ม 50% สะท้อนการเร่งลงทุนทั้งโซลาร์ แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า และ EV เพื่อรองรับเมืองและเศรษฐกิจที่ใช้ไฟมากขึ้น
จากตลาดผู้ซื้อ สู่ฐานเปลี่ยนผ่านพลังงานของอาเซียน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยับบทบาทจาก “ตลาดปลายทาง” ของสินค้าเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ไปสู่หนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานโลก
หลังประเทศสมาชิกอาเซียนใช้จ่ายซื้อผลิตภัณฑ์ Clean Tech ที่ผลิตในจีนรวมกันแล้วมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
รายงานของ Reuters Open Interest อ้างอิงข้อมูลจาก Ember ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับสินค้า Clean Tech จากจีน
ขณะที่ความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ แต่ครอบคลุมตั้งแต่แบตเตอรี่ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบทำความร้อนและความเย็น ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า
ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ “ระบบเมือง” มากกว่าการเปลี่ยนแหล่งผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเมืองและภาคอุตสาหกรรมขยายตัว ความต้องการไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นตาม และจำเป็นต้องมีทั้งแหล่งผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายที่สามารถรองรับโหลดใหม่ได้พร้อมกัน
โซลาร์–แบตเตอรี่–สายส่ง ดันตลาด Clean Tech โตเป็นชุด
ในบรรดาสินค้าที่อาเซียนนำเข้าจากจีน อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตโดดเด่น โดยมูลค่านำเข้าในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 4,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 90% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และคิดเป็น 57% ของการส่งออกอุปกรณ์โซลาร์จากจีนเข้าสู่ตลาดเอเชีย
ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นกลุ่มประเทศที่มีการซื้ออุปกรณ์โซลาร์จากจีนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่การลงทุนไม่ได้หยุดอยู่ที่การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
ข้อมูล Reuters ระบุว่า อาเซียนใช้เงินเกือบ 7,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน และอีกราว 1,600 ล้านดอลลาร์ สำหรับอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า
นอกจากนี้ยังมีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมูลค่าประมาณ 6,300 ล้านดอลลาร์ และระบบทำความร้อนและความเย็นอีกประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโจทย์ของอาเซียนกำลังเปลี่ยนจากการหา “ไฟฟ้าเพิ่ม” ไปสู่การสร้าง ระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การเก็บไฟฟ้า ไปจนถึงการปรับปรุงโครงข่ายให้รองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก EV ภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล
เมืองโต อุตสาหกรรมขยาย ความต้องการไฟฟ้ายิ่งเร่งตัว
แรงส่งสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของอาเซียนที่กำลังขยายตัว ทั้งการเติบโตของเมือง การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยอาเซียนมีประชากรราว 700 ล้านคน และเศรษฐกิจเติบโตประมาณ 5% ต่อปี ตามข้อมูลที่ Reuters อ้างถึง
ขณะเดียวกัน ระบบไฟฟ้าของภูมิภาคยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง โดยถ่านหินยังมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า ทำให้การเพิ่มกำลังผลิตพลังงานสะอาดต้องเดินควบคู่กับการลงทุนในระบบสายส่งและระบบกักเก็บพลังงาน
ข้อมูลของ Ember ก่อนหน้านี้ก็ชี้ว่า อาเซียนจำเป็นต้องเพิ่มทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของภูมิภาค
จีนเจอตลาดใหม่ ขณะที่อาเซียนได้เทคโนโลยีราคาจับต้องได้
การเติบโตของตลาดอาเซียนยังเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ผลิตจีนเผชิญความท้าทายจากตลาดตะวันตก โดยเฉพาะมาตรการทางการค้าและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน Clean Tech ที่เข้มงวดขึ้น
Reuters ระบุว่า ความต้องการจากอาเซียนจึงเข้ามาช่วยรองรับกำลังการผลิตของจีน ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเองก็ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จีนผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตั้งแต่โซลาร์ แบตเตอรี่ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า
แต่การไหลเข้าของเทคโนโลยีจีนจำนวนมากก็ทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมภายในประเทศเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์ แบตเตอรี่ EV และอุปกรณ์ไฟฟ้า
ขณะเดียวกันประเทศอาเซียนต้องพิจารณาเรื่องความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การสร้างฐานผลิตในประเทศ และความสามารถในการดูแลระบบไฟฟ้าระยะยาวไปพร้อมกัน
ไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมิ Clean Tech อาเซียน
สำหรับไทย การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศกำลังเร่งเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและลดความเสี่ยงจากต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและ LNG
ล่าสุด ไทยมีแผนผลักดันโซลาร์รูฟท็อป 5 GW ใน 1 ล้านครัวเรือน ภายในหนึ่งปี เพื่อเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลดความเสี่ยงจากราคาก๊าซ LNG ที่ผันผวน
ดังนั้น การขยายตัวของ Clean Tech ในอาเซียนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการนำเข้าอุปกรณ์จากจีน แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันกันสร้าง โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับเมืองและเศรษฐกิจยุคใหม่ ตั้งแต่โซลาร์และแบตเตอรี่ ไปจนถึงสายส่ง EV และระบบไฟฟ้าที่รองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล
และเมื่อความต้องการไฟฟ้าของเมือง อุตสาหกรรม และศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นพร้อมกัน “พลังงานสะอาด” จึงเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความสามารถในการแข่งขันของเมืองและประเทศ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป..







