posttoday
เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

28 สิงหาคม 2569

เปิดความเสี่ยง GLOF จากหิมาลัย เมื่อธารน้ำแข็งถล่มเปลี่ยนน้ำเป็นมวลโคลนมหาศาล สู่คำถามใหญ่ เขื่อนจีนจะรับมือภัยสุดขั้วได้แค่ไหน

KEY

POINTS

  • เกิดเหตุการณ์ธารน้ำแข็งและหินถล่ม (ice-rock avalanche) บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ซึ่งเป็นภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่ต่างจาก GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) แบบดั้งเดิม 
  • ภัยพิบัติเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย หรือ "หอเก็บน้ำแห่งเอเชีย" (Water Tower of Asia) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความไม่มั่นคงและเพิ่มความเสี่ยงของภัยพิบัติจากภูเขาสูง
  • เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลโดยตรงต่อความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานปลายน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งอาจไม่สามารถรับแรงปะทะมหาศาลจากมวลน้ำและตะกอนที่เกิดจากการถล่มของธารน้ำแข็งได้

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก “หลังคาโลก” บทเรียน GLOF และวันที่จีนต้องหันกลับมามองเขื่อนของตัวเอง

 

“ทะเลสาบพวกนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง เราเรียกมันว่า Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF ถ้ามันเกิดขึ้น ทุกหมู่บ้านที่อยู่ใต้ทะเลสาบนี้อาจหายไป ผู้คน อาคาร สัตว์เลี้ยง พื้นที่เกษตรกรรม ทุกอย่างอาจถูกฝังมิดด้วยกระแสน้ำ โคลน และก้อนหิน”

 

คำพูดของเจ้าหน้าที่บนพื้นที่สูงในเนปาลเมื่อปี 2559 จากคำบอกเล่าของ พญ.มัณฑนา ถวิลไพร หรือ หมอกุ๊กไก่ แพทย์หญิงชาวไทยผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ (เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566)  ผ่านเพจส่วนตัว Montana Twinprai จากประสบการณ์เดินทางในเทือกเขาหิมาลัยและที่ราบสูงทิเบตเป็นระยะเวลาหลายปี

 

ทำให้ทะเลสาบสีฟ้าท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยไม่ได้ดูเป็นเพียงภูมิทัศน์อันงดงามอีกต่อไป เพราะภายใต้ความสงบนิ่งของผืนน้ำ คือมวลน้ำที่อาจกลายเป็นภัยพิบัติได้ในเวลาไม่กี่นาที

 

และนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของภูมิภาคเทือกเขาที่เต็มไปด้วยหิมะปกคลุม มีความสูงจากระดับน้ำทะเลหลายพันเมตร มีธารน้ำแข็งขนาดมหึมาและเมื่อมองจากบนพื้นโลกและในอากาศแลดูเป็นสีขาวโพลนเหมือนจะสงบนิ่งอยู่ชั่วกาลนาน แต่ไม่ใช่เลย...

 

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

 

เหตุการณ์วันที่ 26 สิงหาคม 2569 บริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบต ประเทศจีน กำลังทำให้โลกต้องกลับมามองภัยจาก “ธารน้ำแข็ง” อย่างจริงจังอีกครั้ง

 

เหตุการณ์ครั้งนี้มีความแตกต่างจาก GLOF แบบเดิมอย่างไร เพราะหลักฐานเบื้องต้นไม่ได้ชี้ว่าเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกโดยตรง แต่เป็น "การพังถล่มของมวลธารน้ำแข็งและหิน" หรือ ice-rock avalanche บริเวณ Langtang Lirung (ลังตัง ลิรุง)

 

ก่อนมวลน้ำแข็งและหินจะตกลงสู่หุบเขา กีดขวางลำน้ำ Lhende ชั่วคราว แล้วเมื่อสิ่งกีดขวางพังลง น้ำและตะกอนจำนวนมหาศาลจึงพุ่งลงสู่ระบบแม่น้ำ Bhote Koshi และ Trishuli ของเนปาล

 

"ลังตัง ลิรุง" อยู่ทางเหนือของหุบเขาลังตัง (Langtang Valley) ใกล้ชายแดนจีน–ทิเบต โดยพื้นที่ยอดเขาอยู่ฝั่งเนปาล ส่วนแนวชายแดนจีนอยู่ทางเหนือขึ้นไปไม่ไกล หุบเขาลังตังเป็นที่รู้จักเพราะเป็นอีกเส้นทางยอดนิยมของสายเทรคกิ้งและนักปีนเขาทั่วโลก

 

ธารน้ำแข็ง Langtang Lirung (ลังตัง ลิรุง) ยอดเขาสูงในเทือกเขาหิมาลัยของเนปาล อยู่ในเขต Rasuwa District ทางตอนกลางของประเทศ/ ภาพ: Eva Weiners

 

จุดนี้สำคัญมากกับข่าวภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้น เพราะรายงานล่าสุดระบุว่า การพังถล่มเกิดบริเวณด้านเหนือของ Langtang Lirung ที่ระดับราว 5,200 เมตร ก่อนมวลน้ำแข็ง หิน และตะกอน (Debris Flow) จะไหลลงสู่หุบเขาและระบบแม่น้ำฝั่งทิเบต ก่อนส่งผลต่อเนปาลด้านล่าง

 

Bhote Koshi - "แม่น้ำโภเตโกศี" (หรือเขียนว่า แม่น้ำโภเต โกชี) คำว่า "Bhote" ในภาษาเนปาลหมายถึงทิเบต แม่น้ำนี้จึงหมายถึง "แม่น้ำที่มาจากทิเบต"

 

ส่วน Trishuli River เรียกว่า "แม่น้ำตรีศูลี" (ในบางรายงานข่าวทางภูมิศาสตร์อาจใช้คำว่า แม่น้ำตรีศูลีคงคา ตามชื่อ Trishuli Ganga) ตั้งชื่อตาม "ตรีศูล" (Trishula) ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของพระศิวะตามความเชื่อในศาสนาฮินดู

 

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

 

ภาพจากดาวเทียมในข่าวแสดงให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งส่วนหนึ่งบริเวณระดับประมาณ 5,200 เมตรพังทลายหลุดออก ก่อนตกลงมาราว 1,200 เมตรสู่หุบเขา และกวาดเอาหินกับตะกอนไปด้วย

 

ขณะที่ USGS (United States Geological Survey - สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า เหตุการณ์ที่ในช่วงแรกถูกเข้าใจว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาด 4.4 แท้จริงแล้วเป็นสัญญาณแผ่นดินไหวที่เกิดจากการพังถล่มของมวลน้ำแข็งและหิน โดยแรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ถูกประเมินเทียบเท่าราว 5.2 ตามการวิเคราะห์ภายหลัง  ไม่ใช่แผ่นดินไหวจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน

 

ทำให้สมมติฐานเรื่อง “ฝนตกหนักเป็นต้นเหตุ” ถูกลดความสำคัญลงไปมาก เพราะรายงานจากพื้นที่ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีฝนตกหนักในบริเวณต้นเหตุ ขณะที่หลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมกลับชี้ตรงไปยังการพังถล่มของธารน้ำแข็งและมวลหินเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้

 

จากพื้นที่สูงราว 5,000 เมตร มวลน้ำ หิน และโคลนถูกเร่งลงมาตามหุบเขาสู่พื้นที่ต่ำกว่าอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่หุบเขารูปตัว V พลังงานของมวลน้ำยิ่งถูกบีบอัด กระแสน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียง “น้ำท่วม” แต่กลายเป็นส่วนผสมของน้ำ โคลน ก้อนหิน ต้นไม้ และเศษซากสิ่งก่อสร้างที่มีพลังทำลายล้างสูง

 

ระดับน้ำในแม่น้ำ Trishuli มีรายงานเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที ขณะที่ภาพดาวเทียมหลังเหตุการณ์แสดงให้เห็นบ้านเรือน ถนน สะพาน และสิ่งก่อสร้างจำนวนมากถูกน้ำและตะกอนกวาดหายไปภายในพริบตา

 

ผลกระทบรุนแรงจนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยมีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 15 แห่งได้รับผลกระทบ และกำลังผลิตประมาณ 431 เมกะวัตต์ต้องหยุดชะงัก

 

ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการค้นหา โดยรายงานล่าสุด ณ วันที่ 27–28 สิงหาคมระบุผู้เสียชีวิตมากกว่า 390 ราย และผู้สูญหายมากกว่า 1,400 รายทั้งในเนปาลและทิเบต ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังดำเนินต่อไป ทำให้ตัวเลขยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลง

 

นี่จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

แต่มันคือภาพจำลองของโลกยุคใหม่ที่ ธารน้ำแข็งสามารถกลายเป็นต้นกำเนิดของคลื่นทำลายล้างได้โดยไม่จำเป็นต้องมีฝนตกหนัก...

 

ทะเลสาบอิมจา (Lake Imja) ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ในเทือกเขาหิมาลัย เป็นทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง ซึ่งมีขนาดความยาวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา เครดิตภาพ: Planetary Science Institute/Jeffrey S. Kargel

 

GLOF ภัยที่ซ่อนอยู่หลังทะเลสาบสีฟ้า

Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF คือการปลดปล่อยน้ำจากทะเลสาบที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็งอย่างฉับพลัน ทะเลสาบเหล่านี้จำนวนมากถูกกั้นด้วยตะกอน หิน น้ำแข็ง หรือวัสดุธรรมชาติที่ทำหน้าที่คล้ายเขื่อน

 

GLOF แบบเดิมที่เกิดขึ้นตามปกติ คือ น้ำจากทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ถูกกั้นด้วยเขื่อนธรรมชาติ เช่น ตะกอน หิน หรือมวลน้ำแข็ง เกิดการทะลักหรือเขื่อนพังอย่างฉับพลัน ทำให้น้ำปริมาณมหาศาลไหลลงหุบเขา พร้อมโคลน หิน และเศษซาก ก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ปลายน้ำ

 

เพราะเมื่อธารน้ำแข็งถอยร่นและละลาย น้ำจะสะสมเพิ่มขึ้น ทะเลสาบขยายตัว และแรงดันต่อเขื่อนธรรมชาติเพิ่มขึ้น หากมีมวลน้ำแข็งหรือหินขนาดใหญ่ตกลงไปในทะเลสาบ หรือเกิดการกัดเซาะตัวกั้นอย่างรวดเร็ว น้ำมหาศาลก็สามารถทะลักลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง

 

สรุปให้เห็นภาพชัดๆ  ทะเลสาบธารน้ำแข็งขยายตัว เขื่อนธรรมชาติพัง (ทะเลสาบแตก) น้ำทะลัก กระแสน้ำ+โคลน+หินไหลถล่มลงหุบเขา...

 

เหตุการณ์เนปาล–ทิเบตล่าสุด

ไม่ได้เริ่มจาก “ทะเลสาบแตก” แต่หลักฐานของ USGS ชี้ว่า เกิดการพังถล่มของลาดเขาที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็ง บริเวณ Langtang National Park

 

จากนั้นมวลน้ำแข็งและหินถล่มลงหุบเขา เกิด debris flow และน้ำหลาก ก่อนเดินทางลงตามแม่น้ำ Lende Khola และ Trishuli เป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร

 

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ

GLOF แบบคลาสสิก เกิดจาก “ทะเลสาบแตก แล้วน้ำหนีลงเขา”

แต่เหตุการณ์ล่าสุด “ธารน้ำแข็ง–ลาดเขาพัง แล้วมวลน้ำแข็ง หิน โคลน และน้ำพุ่งลงเขา จนกลายเป็นน้ำหลาก”

 

รอยเตอร์รายงานว่า นี่คือจุดที่ทำให้เหตุการณ์ล่าสุด น่ากังวลกว่าการมองในกรอบ GLOF เพียงอย่างเดียว เพราะมันเป็นลักษณะของ cascading hazard หรือภัยพิบัติที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

 

ธารน้ำแข็ง/ลาดเขาพัง → เกิด "การพังถล่มของมวลธารน้ำแข็งและหิน" (ice-rock avalanche) → กระแสไหลของน้ำที่ผสมดิน โคลน หิน ก้อนกรวด ต้นไม้ และเศษซากจำนวนมาก (debris flow) → แม่น้ำเอ่อล้น → น้ำท่วมพื้นที่ปลายน้ำ

 

และสิ่งที่ไหลลงมาไม่ใช่เพียงน้ำ

มันคือ “น้ำ + โคลน + หิน + ตะกอน + เศษซาก”

จึงสามารถทำลายสะพาน ถนน โรงไฟฟ้า บ้านเรือน และพื้นที่เกษตรกรรมตลอดเส้นทางได้

 

เหตุการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบตจึงมีความสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ภัยจากธารน้ำแข็งไม่จำเป็นต้องเกิดจาก GLOF เพียงรูปแบบเดียว..

 

Imja (อิมจา) ทะเลสาบที่เนปาลพยายามลดระดับก่อนจะสายเกินไป

ในเขต Everest ของเนปาล มีทะเลสาบอีกแห่งที่นักวิทยาศาสตร์จับตามองมานาน นั่นคือ Imja Tsho หรือทะเลสาบอิมจา

 

ทะเลสาบแห่งนี้ขยายตัวตามการถอยร่นของธารน้ำแข็ง (ยิ่งธารน้ำแข็งละลายทะเลสาบยิ่งขยายตัวกว้างขึ้น) และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มทะเลสาบที่มีความเสี่ยงสูง

 

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเนปาลร่วมกับ UNDP และหน่วยงานระหว่างประเทศดำเนินโครงการลดระดับน้ำในทะเลสาบ โดยสามารถลดระดับลงได้ประมาณ 3.4 เมตร พร้อมติดตั้งระบบตรวจวัดและระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงไซเรนในชุมชนตามแนวพื้นที่เสี่ยง

 

การทำงานบนพื้นที่สูงไม่ใช่งานธรรมดา คนงานต้องทำงานในสภาพอากาศเบาบาง อุณหภูมิต่ำ และภูมิประเทศที่การขนส่งเครื่องมือเป็นเรื่องยาก

 

ขณะที่ทหาร นักธรณีวิทยาธารน้ำแข็ง และผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศต้องทำงานร่วมกัน เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังทำไม่ใช่เพียงการระบายน้ำ แต่คือการ ซื้อเวลาให้กับคนที่อยู่ปลายน้ำ...

 

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

 

เนปาลไม่ได้เพิ่งรู้จักคำว่า GLOF

ประวัติศาสตร์ของเนปาลเต็มไปด้วยบทเรียนจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง

ข้อมูลของ ICIMOD และ UNDP ระบุว่า เนปาลมีทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ได้รับการสำรวจประมาณ 1,466 แห่ง โดย 21 แห่งถูกจัดว่าอาจเป็นอันตราย และ 6 แห่งอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น Imja

 

ฐานข้อมูลอีกชุดของ ICIMOD ระบุว่า เมื่อพิจารณาพื้นที่ลุ่มน้ำ Koshi, Gandaki และ Karnali ในเนปาล จีน และอินเดีย มีทะเลสาบที่เข้าข่าย potentially dangerous glacial lakes จำนวนมาก และถูกจัดอันดับตามลักษณะของทะเลสาบ เขื่อนธรรมชาติ ธารน้ำแข็งต้นกำเนิด และสภาพพื้นที่โดยรอบ

 

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Dig Tsho GLOF ในปี 1985

ทะเลสาบ Dig Tsho ในเขต Everest แตกและปล่อยน้ำลงสู่ระบบแม่น้ำ Bhote Koshi และ Dudh Koshi กระแสน้ำทำลายโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่ Namche รวมถึงสะพาน เส้นทางเดิน พื้นที่เกษตร และโครงสร้างพื้นฐานตามลำน้ำเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร

 

เหตุการณ์ Dig Tsho กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้โลกวิทยาศาสตร์ตระหนักว่า GLOF ไม่ใช่เพียงปัญหาทางธารน้ำแข็ง แต่เป็นภัยพิบัติที่สามารถเดินทางจากพื้นที่สูงลงไปกระทบชุมชนที่อยู่ห่างออกไปได้หลายสิบกิโลเมตร

 

หลังจากนั้นเนปาลเริ่มลงทุนมากขึ้นในการติดตามทะเลสาบเสี่ยงและลดระดับน้ำ

 

หนึ่งในกรณีสำคัญคือ Tsho Rolpa ซึ่งเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่และมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลเนปาลดำเนินมาตรการลดระดับน้ำและติดตั้งระบบเตือนภัยเพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

 

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะทะเลสาบที่มีชื่อเสียง เพราะเมื่อธารน้ำแข็งถอยตัว ทะเลสาบใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ และทะเลสาบเดิมสามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

 

นั่นหมายความว่า “แผนที่ความเสี่ยง” ไม่สามารถใช้ไปตลอดกาล ต้องมีการตรวจสอบใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

 

"ภูฏาน" วันที่น้ำจากภูเขาลงมาถึงหมู่บ้าน

บทเรียนอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยในประเทศภูฏาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1994 เกิด GLOF จาก Luggye Tsho ส่งน้ำและตะกอนลงมาตามหุบเขา

 

ข้อมูลจาก National Center for Hydrology and Meteorology ของภูฏานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 คน บ้านเรือนเสียหาย 91 หลัง และพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายประมาณ 1,781 เอเคอร์

 

เหตุการณ์นี้กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของภูมิภาคว่า การอยู่ “ใต้ทะเลสาบ” ไม่ได้หมายถึงต้องอยู่ใกล้ทะเลสาบเพียงไม่กี่กิโลเมตร เพราะเมื่อทะเลสาบแตก น้ำจะเข้าสู่หุบเขาและเดินทางตามระบบแม่น้ำ

 

สิ่งที่อยู่ระหว่างทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหายทั้งหมด

 

เปรู โศกนาฏกรรม Palcacocha ที่ยังคงเป็นคำเตือน

ถ้าต้องการเห็นภาพของพลังทำลายล้างของ GLOF ที่ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อาจต้องเดินทางออกจากเทือกเขาหิมาลัยไปยัง Cordillera Blanca ของเปรู

 

วันที่ 13 ธันวาคม 1941 เกิดเหตุทะเลสาบ Palcacocha แตก หลังมีมวลน้ำแข็งตกลงไปในทะเลสาบและกระตุ้นให้เกิดการล้นและการกัดเซาะเขื่อนธรรมชาติ กระแสน้ำพัดพาตะกอนและก้อนหินลงมาตามหุบเขา ก่อนเข้าสู่เมือง Huaraz ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 23 กิโลเมตร

 

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตแตกต่างกัน โดยมีตัวเลขตั้งแต่ประมาณ 1,800 ถึง 4,000 คน ขณะที่หน่วยงานด้านธารน้ำแข็งของเปรูระบุตัวเลขประมาณ 1,800 คน!

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเหตุการณ์ Palcacocha คือมันแสดงให้เห็นว่า GLOF สามารถกลายเป็น “กระบวนการต่อเนื่อง” ได้

 

น้ำที่หลุดออกจากทะเลสาบแห่งหนึ่งสามารถไปกระทบทะเลสาบอีกแห่ง ทำให้เกิดการล้นและพังทลายต่อเนื่อง ก่อนที่มวลน้ำและตะกอนทั้งหมดจะไหลเข้าสู่พื้นที่เมือง

 

นี่คือเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่ได้ประเมินเพียงว่า “ทะเลสาบมีน้ำเท่าไร” แต่ต้องถามต่อว่า หากมันแตก น้ำจะไหลไปทางไหน จะกัดเซาะอะไรระหว่างทาง จะกระตุ้นทะเลสาบอื่นหรือไม่ และท้ายที่สุดจะไปถึงชุมชนใด

 

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

 

เทือกเขาแอลป์ก็ไม่ได้ปลอดภัย

GLOF ไม่ใช่ภัยเฉพาะของเทือกเขาหิมาลัยหรือแอนดีส เทือกเขา Alps ของยุโรปก็เผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและดินเยือกแข็งถาวรเช่นกัน

 

ในสวิตเซอร์แลนด์ นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานรัฐกำลังติดตามทะเลสาบบริเวณขอบธารน้ำแข็งหลายแห่ง เพราะการละลายของน้ำแข็งและการเสื่อมสภาพของ permafrost (ชั้นดินที่แข็งตัวถาวร-ตลอดทั้งปีเป็นเวลาหลายปี) สามารถทำให้ลาดเขาและระบบระบายน้ำบนภูเขาไม่เสถียร

 

เหตุการณ์ Bondo ในปี 2017 แม้จะไม่ใช่ GLOF แบบทะเลสาบแตกโดยตรง แต่เป็นตัวอย่างสำคัญของภัยพิบัติจากภูเขาสูงที่ธารน้ำแข็ง หิน น้ำ และตะกอนสามารถทำงานร่วมกันได้ มวลหินจาก Piz Cengalo ราว 3–4 ล้านลูกบาศก์เมตรพังลงมาและผสมกับน้ำ

 

กลายเป็นกระแสน้ำโคลนและเศษหิน (debris flow) พุ่งเข้าสู่หมู่บ้าน Bondo แม้ในวันที่สภาพอากาศไม่ได้ดูเหมือนกำลังเกิดภัยพิบัติใหญ่

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการบริหารความเสี่ยงในยุคใหม่จึงต้องมอง “ภูเขาทั้งระบบ” มากกว่ามองเพียงทะเลสาบแต่ละแห่ง

 

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

 

“Water Tower of Asia” กำลังเปลี่ยนจากแหล่งน้ำเป็นแหล่งความเสี่ยง

 

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้น่ากังวลมากขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงของ cryosphere หรือระบบน้ำแข็ง หิมะ และ permafrost ของเทือกเขาหิมาลัย

 

รายงานล่าสุดของ ICIMOD ในปี 2026 ระบุว่า ธารน้ำแข็งใน Hindu Kush Himalaya (HKH) สูญเสียน้ำแข็งในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราการสูญเสียน้ำแข็งหลังปี 2000 เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้สูญเสียความหนารวมได้มากถึง 27 เมตรนับจากปี 1975

 

ภูมิภาคนี้ถูกเรียกว่า “Water Towers of Asia” เพราะเป็นต้นกำเนิดหรือมีบทบาทสำคัญต่อระบบแม่น้ำขนาดใหญ่ของเอเชีย และหล่อเลี้ยงประชากรเกือบ 2,000 ล้านคนทั้งในพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ปลายน้ำ

 

“น้ำแข็ง 27 เมตรไม่ได้หายไปไหนในชั่วข้ามคืน แต่มันกำลังถูกเปลี่ยนจาก ‘น้ำที่ถูกเก็บไว้บนภูเขา’ ให้กลายเป็นน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำและทะเลเร็วกว่าที่ระบบธารน้ำแข็งจะสร้างกลับคืนมา และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา ‘น้ำมากเกินไปวันนี้ แต่น้ำอาจไม่พอในวันข้างหน้า’”

 

ปัญหาจึงไม่ได้มีเพียง “น้ำมากเกินไป” แต่กำลังกลายเป็นปัญหา “น้ำมากเกินไปในบางช่วง และน้ำน้อยเกินไปในอีกช่วงหนึ่ง”

 

นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า climate-driven water extremes หรือความแปรปรวนของระบบน้ำที่รุนแรงขึ้น

 

ในช่วงแรกของการสูญเสียน้ำแข็ง การละลายที่เร็วขึ้นสามารถเพิ่มปริมาณน้ำในระบบแม่น้ำและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม ขณะที่ในระยะยาว เมื่อมวลน้ำแข็งลดลงจนถึงจุดหนึ่ง ปริมาณน้ำจากการละลายก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้ความมั่นคงของน้ำในฤดูแล้งน่ากังวลมากขึ้น

 

ICIMOD ระบุว่าปริมาณน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งใน HKH มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนถึงช่วงกลางศตวรรษก่อนจะลดลง และความแปรปรวนของน้ำจะสร้างความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมปลายน้ำ

 

ดังนั้นคำว่า “flood-drought syndrome” จึงควรเข้าใจว่าเป็นภาพของความเสี่ยงจาก “น้ำสุดขั้วสองด้าน” มากกว่าจะหมายความว่า ทุกพื้นที่จะเกิดน้ำท่วมติดต่อกันสิบปีแล้วเข้าสู่ความแห้งแล้งพร้อมกันทั้งหมด

 

และนี่คือเหตุผลที่จีนต้องจับตาภูเขาเหนือเขื่อนของตัวเอง!

จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีเขื่อนจำนวนมากอยู่ในระบบแม่น้ำที่เชื่อมโยงกับพื้นที่สูงของทิเบต

 

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญกว่าการบริหารน้ำตามฤดูกาล

เพราะหากมวลน้ำและตะกอนมหาศาลจากการพังถล่มของธารน้ำแข็งไหลลงมาปะทะโครงสร้างกั้นน้ำ เขื่อนจะรับแรงกระแทกได้เพียงใด?

 

คำถามนี้ไม่ใช่การสรุปว่าเขื่อนจีนกำลังจะพัง หรือเหตุการณ์ครั้งนี้กำลังมุ่งตรงไปยังเขื่อนขนาดใหญ่ใดโดยเฉพาะ แต่เป็นโจทย์ด้านวิศวกรรมที่ต้องนำมาพิจารณามากขึ้น

 

เมื่อภัยจากภูเขาสูงเริ่มมีลักษณะเป็น compound hazard คือเกิดหลายกระบวนการต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ธารน้ำแข็งถล่ม ดินถล่ม การกีดขวางแม่น้ำ การแตกของเขื่อนธรรมชาติ และน้ำหลาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทิ้ง “ทะเลสาบจากสิ่งกีดขวางตามธรรมชาติ” ไว้ในพื้นที่ชายแดน และทางการต้องติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพราะหากน้ำเพิ่มขึ้นจนสิ่งกีดขวางพังลง ก็อาจเกิดน้ำหลากระลอกใหม่ได้

 

นั่นหมายความว่า แม้เหตุการณ์แรกจะผ่านไปแล้ว แต่ ระบบภูเขายังไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ภาวะปลอดภัย

 

เมื่อธารน้ำแข็งถล่มจาก "หลังคาโลก" บทเรียน GLOF สะเทือนถึงเขื่อนจีน?

 

จากภัยธรรมชาติ สู่ความมั่นคงด้านน้ำของเอเชีย

ความน่ากลัวที่สุดของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพียงอย่างเดียว

แต่คือการที่เหตุการณ์บนภูเขาสูงสามารถส่งผลต่อเนื่องลงมาถึงระบบเศรษฐกิจ พลังงาน เกษตรกรรม การคมนาคม และความมั่นคงด้านน้ำของประเทศที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร

 

แม่น้ำที่เกิดจากหิมะและธารน้ำแข็งไม่ได้หยุดอยู่ที่พรมแดน

น้ำจากหิมาลัยไหลผ่านเนปาล อินเดีย บังกลาเทศ จีน ปากีสถาน และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ระบบแม่น้ำหลายสายเป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เมือง อุตสาหกรรม และพลังงานไฟฟ้า

 

ICIMOD จึงเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงของ cryosphere กำลังสร้างความเสี่ยงต่อ น้ำ อาหาร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเสถียรภาพของภูมิภาค และจำเป็นต้องมีระบบติดตามธารน้ำแข็ง หิมะ และ permafrost อย่างต่อเนื่อง

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนเนปาล–ทิเบตจึงอาจเป็นเพียงภาพหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น..

 

 

แหล่งอ้างอิง: ICIMOD ประวัติ GLOF ในเทือกเขาหิมาลัย, UNDP Nepal, Government of Nepal – Department of Hydrology and Meteorology (DHM), Nature Geoscience และ Nature Water

ข่าวล่าสุด

AIS ผนึกบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดันช้าง อารีนา รับไทยลีก 2026/27

AIS ผนึกบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดันช้าง อารีนา รับไทยลีก 2026/27