
อ้าแขนรับ ดาต้า เซ็นเตอร์ มาถูกทาง สร้างต้นน้ำสู่โอกาสเทคโนโลยีใหม่
อีอีซี เผยต้องคว้าโอกาสลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ ช่วง 2-3 ปีนี้ ปูทางเทคโนโลยีต้นน้ำ รับ อุตสาหกรรมไฮเทค ชูธง “พลังงานสะอาด-น้ำ” จุดขายใหม่ดึงดูดนักลงทุน
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงกระแสการเปิดรับการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ ในประเทศไทย ผ่านงาน KT Dialogue New Horizon: Thailand Investment Playbook จัดโดย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ว่า การลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ ต้องคว้าโอกาสลงทุนในช่วง 2-3 ปีนี้ เท่านั้น
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยไม่สามารถจับจองพื้นที่ในตลาดนี้ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว โอกาสจะหลุดลอยไปทันที เนื่องจากปัจจุบันทุกนาทีคือการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามดึงดูดนักลงทุนกลุ่มนี้เช่นกัน
สอดรับกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 คลัสเตอร์ ที่ สกพอ.เดินหน้า ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ, ดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, BCG และที่สำคัญที่สุดคือ ภาคบริการ
การลงทุนในปัจจุบันไม่ควรจำกัดอยู่เพียงภาคการผลิตเท่านั้น แต่ภาคบริการและการลงทุนด้าน ดาต้า เซ็นเตอร์ ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในมิติของโครงสร้างพื้นฐานนั้น ทั้งน้ำและไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transition เนื่องจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น AI และ ดาต้า เซ็นเตอร์ มีความต้องการใช้พลังงานและน้ำในปริมาณมหาศาล
สกพอ. กำลังวางแผนแบ่งโซนพื้นที่ลงทุน ให้สอดคล้องกับศักยภาพของสาธารณูปโภค เช่น หากจะดึง ดาต้า เซ็นเตอร์ เข้ามา พื้นที่นั้นจะต้องมีความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมากและมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ไม่ได้จำกัดการลงทุนเฉพาะในนิคมอุตสหกรรมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สกพอ. ได้ประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อกิจการพิเศษไปแล้วประมาณ 20 แห่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยใช้กลยุทธ์การจับกลุ่มอุตสาหกรรม และการดึง ซัพพลายเชน มาอยู่ร่วมกันในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนและสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่ง เช่น การเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมดิจิทัลและยานยนต์สมัยใหม่ที่ปัจจุบันมีความใกล้เคียงกันมาก
นายจุฬา กล่าวว่า การดึงดูดนักลงทุนระดับโลก เปรียบเสมือนการแข่งขันในอุตสาหกรรมโอลิมปิก ซึ่งประเทศไทยต้องแข่งกับสนามการค้าโลก นักลงทุนกลุ่มนี้คือ แชมเปี้ยนที่มองหาสนามลงเล่นที่คุ้มค่าที่สุด
ดังนั้น ความต่อเนื่องของนโยบายและการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อให้การสร้างโรงงานและเริ่มดำเนินกิจการได้เร็ว รวมถึงการสร้างความมั่นใจ ว่าประเทศไทยเอาจริง เมื่อลงทุนแล้วจะไม่เปลี่ยนกฎระเบียบอีกทีภายหลังนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญในการตัดสินใจ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญใน 2 มิติหลัก คือ การยกระดับเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง และการปฏิรูปโครงสร้างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ไม่มีต้นทุนทางวิทยาการเดิมในประเทศ
ในด้านการแพทย์ พบว่า ปัจจุบันไทยมีความเข้มแข็งอย่างมากในเชิงการบริการ แต่เป้าหมายถัดไปคือการนำผลิตภัณฑ์มาเป็นตัวขับเคลื่อนบริการเพื่อให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการรักษาในระดับเซลล์และยีน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม
ปัจจุบันเริ่มมีการดึงนักลงทุนเข้ามาสร้างห้องปฏิบัติการและทำ Clinical Trial ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้ไทยเปลี่ยนจากการฉีดสเต็มเซลล์แบบเดิมไปสู่การซ่อมยีนที่ตรงจุด โดยกลยุทธ์สำคัญคือการใช้พื้นที่ส่งเสริมพิเศษที่สามารถเปิดกว้างในการทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยอย่างยั่งยืน
สำหรับการพัฒนาบุคลากร ได้นำเสนอโมเดลที่แตกต่างจากการศึกษาทั่วไป เนื่องจากอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ดึงเข้ามามักเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยยังไม่มี ศาสตร์ตั้งต้น หรือไม่มีองค์ความรู้เดิมอยู่เลย จึงจำเป็นต้องใช้แนวทาง Demand-driven หรือการใช้ความต้องการของอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง
กลไกสำคัญคือการทำ Match & Mentor โดยจับคู่นักลงทุนกับสถาบันการศึกษาแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อให้นักลงทุนร่วมออกแบบหลักสูตรและส่งผู้เชี่ยวชาญมาอบรมอาจารย์ ก่อนจะนำความรู้ไปถ่ายทอดให้นักศึกษา
ทิศทางใหม่ของการศึกษาไทยในพื้นที่ EEC จะมุ่งเน้นไปที่การให้โรงงานไปตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเข้าไปอยู่ในโรงงาน เช่น กรณีของอาชีวะที่เรียนในสถานประกอบการและนับชั่วโมงเรียนได้จริง แนวทางนี้จะช่วยแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่ไทยเผชิญมาตลอด







