
ศ.ดร.พรายพล ชี้แจก 5 หมื่นติดโซลาร์ อาจไม่จำเป็น แนะรัฐหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ศ.ดร.พรายพล ตั้งคำถามเงินอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อป 5 หมื่นบาท หลังพบลงทุนเองก็คุ้มทุน แนะรัฐใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้นคนลงทุนได้มากกว่า
KEY
POINTS
- การแจกเงินอุดหนุน 50,000 บาทอาจไม่จำเป็น เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสามารถคืนทุนได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว
- นโยบายดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็นการให้เงินแก่ผู้ที่พร้อมจะลงทุนอยู่แล้ว (Deadweight Loss) แทนที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่
- ข้อเสนอแนะคือรัฐบาลควรเน้นการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเงินทุนเริ่มต้นให้ประชาชน
ศ.ดร.พรายพล ชี้อุดหนุนโซลาร์รูฟท็อป 5 หมื่นอาจไม่จำเป็น เหตุลงทุนคุ้มทุนอยู่แล้ว แนะรัฐหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของนโยบายอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาทของรัฐบาล
หลังมีกระแสข่าวเตรียมมาตรการแจกเงินดังกล่าวสำหรับผู้ติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ โดยใช้เงินกู้ส่วนหนึ่งจากงบประมาณก้อนใหญ่ 200,000 ล้านบาท ชี้ผลการประเมินพบโครงการนี้คุ้มค่าในการลงทุนด้วยตัวเองอยู่แล้ว แม้ไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลเตรียมผลักดันมาตรการสนับสนุน Solar Rooftop สำหรับครัวเรือน โดยก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างผลักดันโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป พร้อมประสานธนาคารของรัฐ
เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยมีการตั้งเป้าครอบคลุมราว 500,000-1,000,000 ครัวเรือน และมีการเตรียมใช้เงินจากวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยส่วนหนึ่งอาจนำมาใช้กับโครงการดังกล่าว
ศ.ดร.พรายพล ระบุว่า หากพิจารณาในกรณีฐานที่ไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ สมมุติให้ระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ มีราคาติดตั้งประมาณ 170,000 บาท หรือ 34 บาทต่อวัตต์ อายุการใช้งาน 25 ปี และมีการเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ในปีที่ 12 รวมถึงมีค่าบำรุงรักษารายปี ระบบดังกล่าวยังมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยวันละ 18 หน่วย โดยครัวเรือนนำมาใช้เองประมาณ 15 หน่วย และขายไฟฟ้าส่วนเกิน 3 หน่วยต่อวันในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เมื่อคำนวณด้วยอัตราคิดลด 5% ต่อปี
พบว่ามีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7.5 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนภายใน หรือ IRR อยู่ที่ประมาณ 13.2% ต่อปี และมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย หรือ Levelized Cost of Electricity (LCOE) ประมาณ 2.31 บาทต่อหน่วย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ในกรณีของครัวเรือนที่มีเงินทุนตั้งต้น หรือสามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอาจมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจมากเพียงพอที่จะตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการส่งเสริมรูปแบบต่าง ๆ พบว่า การอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือนทำให้ระยะเวลาคืนทุนลดเหลือประมาณ 5.3 ปี และ IRR เพิ่มเป็น 21.7% ขณะที่การอุดหนุน 25,000 บาท ทำให้คืนทุนประมาณ 6.4 ปี และ IRR อยู่ที่ 16.6%
ส่วนทางเลือกอื่น เช่น การปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อเหลือ 2% หรือการเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเป็น 3 บาทต่อหน่วย ก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของการลงทุนได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในรูปแบบเงินสดอุดหนุนเต็มจำนวนต่อครัวเรือน
ศ.ดร.พรายพล จึงตั้งคำถามสำคัญว่า หากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกรณีฐานสามารถให้ผลตอบแทนถึงระดับ 13.2% ต่อปี การใช้งบประมาณอุดหนุนโดยตรง 50,000 บาทต่อครัวเรือนอาจไม่ได้สร้างการลงทุนใหม่ทั้งหมด
แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการจ่ายเงินให้กับครัวเรือนที่มีแผนจะติดตั้งระบบอยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า Deadweight Loss และ Free-Rider Effect
ในมุมมองดังกล่าว บทบาทของภาครัฐควรเน้นการแก้ปัญหา “ข้อจำกัดด้านเงินทุน” มากกว่าการจ่ายเงินให้เปล่า โดยอาจใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ หรือการประสานงานกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับติดตั้งระบบได้ในอัตราที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้มาตรการด้านกฎระเบียบควบคู่กัน เช่น ลดขั้นตอนการขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า สร้างความชัดเจนเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในระยะยาว รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบ เพื่อทำให้ตลาดโซลาร์รูฟท็อปขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอสำคัญอีกประการคือ การออกแบบเงินอุดหนุนควรมุ่งไปยังโครงการที่ยังมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจหรือมี “ความล้มเหลวของตลาด” อย่างชัดเจน มากกว่าการสนับสนุนโครงการที่มีความคุ้มทุนในตัวเองอยู่แล้ว
ศ.ดร.พรายพล ยกตัวอย่างกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างหรือ Riders ซึ่งการเปลี่ยนจากรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุนเริ่มต้นและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ แม้จะมีประโยชน์ด้านการลดมลพิษและลดผลกระทบต่อสุขภาพ จึงเป็นกลุ่มที่อาจมีเหตุผลเชิงนโยบายมากกว่าในการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องการอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อปกำลังอยู่ในช่วงการออกแบบมาตรการ โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุแนวทางเบื้องต้นว่า ระบบขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์อาจได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท และใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ พร้อมแนวคิดการใช้ระบบ Net Billing เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบและนำมาชดเชยค่าไฟได้
ดังนั้น โจทย์สำคัญของนโยบายโซลาร์รูฟท็อปจึงอาจไม่ใช่เพียง “รัฐควรแจกเงินเท่าไร” แต่คือการออกแบบมาตรการให้เงินภาครัฐสามารถสร้างการลงทุนใหม่ได้มากที่สุด ลดการใช้เงินกับผู้ที่พร้อมลงทุนอยู่แล้ว และเร่งให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเกิดขึ้นกับกลุ่มที่ตลาดเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้
ผลประเมิน:
- คืนทุนใน 7.5 ปี (จากอายุใช้งาน 25 ปี)
- IRR 13.2% ต่อปี สูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ 5% เกือบ 3 เท่า
- ต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ย (levelized cost) เพียง 2.31 บาท/หน่วย ถูกกว่าค่าไฟบ้านปกติ (4 บาท/หน่วย) เกือบครึ่ง
ครัวเรือนที่มีทุนตั้งต้นหรือกู้ได้ในดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล จึงมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจมากพอที่จะลงทุนเองอยู่แล้ว
เปรียบเทียบ 5 สถานการณ์ กรณีฐานไม่มีอุดหนุน
- คืนทุน 7.5 ปี | IRR 13.2% | ต้นทุน 2.31 บาท/หน่วย
อุดหนุน 50,000 บาท (With Subsidy)
- คืนทุน 5.3 ปี | IRR 21.7% | ต้นทุน 1.75 บาท/หน่วย
อุดหนุน 25,000 บาท (Small Subsidy)
- คืนทุน 6.4 ปี | IRR 16.6% | ต้นทุน 2.03 บาท/หน่วย
ลดดอกเบี้ยเหลือ 2% (Low Interest)
- คืนทุน 7.5 ปี | IRR 13.2% | ต้นทุน 1.85 บาท/หน่วย
รับซื้อไฟส่วนเกิน 3 บาท/หน่วย (Higher Tariff)
- คืนทุน 7.3 ปี | IRR 14.0% | ต้นทุน 2.31 บาท/หน่วย
การอุดหนุน/ส่งเสริมดังกล่าว ล้วนทำให้ผลตอบแทนดีขึ้นกว่ากรณีฐานทั้งสิ้น โดยเงินอุดหนุน 50,000 บาท ให้ผลดีที่สุด (คืนทุนเร็วสุด ผลตอบแทนสูงสุด)
รองลงมาคือเงินอุดหนุน 25,000 บาท จากนั้นคือการรับซื้อไฟในราคาสูงขึ้นเป็น 3 บาท/หน่วย และการลดดอกเบี้ยเหลือ 2% ซึ่งแม้ IRR จะเท่ากรณีฐาน (เพราะอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวคิดลด ไม่ใช่ตัวแปรในกระแสเงินสด) แต่ก็ช่วยลด levelized cost ลงได้ชัดเจน
ที่มา: เพจ The Energy







