posttoday
“นาคราช วกส.7” ชูเทคโนโลยี PAW ล้างสารตกค้าง ปั้นผักผลไม้พรีเมียม อัปรายได้เกษตรกร

“นาคราช วกส.7” ชูเทคโนโลยี PAW ล้างสารตกค้าง ปั้นผักผลไม้พรีเมียม อัปรายได้เกษตรกร

26 สิงหาคม 2569

จาก “งานวิจัย” สู่ “รายได้เกษตรกร” กลุ่มนาคราช วกส.7 เสนอใช้เทคโนโลยีน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมา (PAW) ล้างสารตกค้าง หวังพลิกโฉมสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมียม สร้างมูลค่าเพิ่มดึงเม็ดเงินกลับเข้ากระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนเทคโนโลยีและงานวิจัยด้านการเกษตร แต่คำถามสำคัญที่ยังค้างคาใจคนส่วนใหญ่มาตลอดหลายสิบปีคือ "จะทำอย่างไรให้นวัตกรรมเหล่านี้ก้าวออกจากห้องทดลอง มาสร้างมูลค่าและรายได้ที่แท้จริงให้กับเกษตรกร?"

 

คำถามดังกล่าว กลายเป็นโจทย์ท้าทายที่ผู้บริหารและบุคลากรระดับแนวหน้าจากหลายภาคส่วน ในหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 หยิบยกขึ้นมาร่วมกันขบคิด เพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

หนึ่งในผลงานที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองคือ ข้อเสนอจาก "กลุ่มนาคราช" นำทีมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชนม์เจริญ แสวงรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งนำเสนอวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “พลิกวิกฤตเกษตรและอาหารไทย สู่เกษตรมูลค่าสูงด้วยนวัตกรรมน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมา (Plasma-Activated Water : PAW)”

 

ความน่าสนใจของโปรเจกต์นี้ไม่ได้มีเพียงการพัฒนานวัตกรรม "เครื่องล้างผัก" เพียงอย่างเดียว เพราะยังถือเป็นก้าวสำคัญในการตอบโจทย์ใหญ่ว่า ประเทศไทยจะนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาแก้ปัญหาสารเคมีตกค้าง พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรทั่วไปสู่ตลาดพรีเมียมได้อย่างไร

 

และที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้น กลายเป็นรายได้ที่ส่งตรงถึงมือเกษตรกรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ชนม์เจริญ แสวงรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

 

ก่อนจะไปถึงทางออก ทีมวิจัยกลุ่มนาคราชได้สะท้อนให้เห็นถึง "รากเหง้าของปัญหา" ที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญ นั่นคือภาวะ "ไม่มีทางเลือก"

 

ด้านหนึ่ง กลไกตลาดบีบบังคับให้เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพื่อรักษาสภาพผลผลิตให้สวยงามถูกใจผู้บริโภคและป้องกันความเสียหายในแปลงเพาะปลูก แต่อีกด้านหนึ่ง สารเคมีเหล่านี้ก็มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ตลาดปฏิเสธรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร หรือพ่อค้าคนกลางฉวยโอกาสกดราคา 

 

วงจรปัญหาเหล่านี้สะท้อนชัดเจนผ่านตัวเลขรายได้สุทธิเฉลี่ยของเกษตรกรไทยที่เหลือเพียง 7,574 บาทต่อเดือน ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตดังกล่าวยังลุกลามกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศ ซึ่งสถิติระบุว่าในปี 2568 มีผู้ป่วยจากสารกำจัดศัตรูพืชพุ่งสูงกว่า 6,000 คนแล้ว

 

ทั้งต้นทุนที่สูง ความจำใจต้องใช้สารเคมี เสี่ยงสารตกค้าง ถูกกดราคา และรายได้ตกต่ำ วงจรปัญหาซ้ำซากเหล่านี้ทำให้ทีมวิจัยกลุ่มนาคราชมองเห็นโจทย์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า การเข้าไปบอกให้เกษตรกร "เลิกใช้สารเคมี" แบบหักดิบไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน 

 

ทว่าการนำนวัตกรรมเข้ามาจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อกำจัดสารตกค้างต่างหาก คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง

 


 

PAW เปลี่ยน “น้ำเปล่า” เป็นเทคโนโลยีล้างสารเคมี

 

เพื่อแก้ปัญหาสารเคมีตกค้าง กลุ่มนาคราชได้นำเสนอเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือน Game Changer อย่าง Plasma-Activated Water (PAW) หรือน้ำที่ผ่านการกระตุ้นด้วยพลาสมา

 

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการนำ "พลาสมาเย็น" มาทำปฏิกิริยากับน้ำบริสุทธิ์ จนเกิดเป็นกลุ่มอนุมูลอิสระที่ไวต่อปฏิกิริยาสูง (RONS)  ที่สามารถย่อยสลายโครงสร้างทางเคมีของสารกำจัดศัตรูพืชได้อย่างรวดเร็วและหมดจดลึกถึงระดับโมเลกุล

 

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ PAW สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด ได้แก่:

 

  • ลดการตกค้างของสารคาร์เบนดาซิม (Carbendazim) ได้สูงสุดถึง 80%

 

  • ย่อยสลายสารคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ได้ประมาณ 65% ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

  • ลดการเกิดโรคแอนแทรคโนส (Anthracnose) ในพืชผลได้มากถึง 83%

 

จุดเด่นที่ทำให้เทคโนโลยี PAW เหนือกว่าการล้างผักแบบเดิม ๆ คือความปลอดภัยขั้นสุด เพราะปกติแล้วการใช้ด่างทับทิมหรือโอโซนอาจเสี่ยงทิ้งสารตกค้าง หรือทำให้ผักผลไม้ช้ำเสีย แต่ PAW สามารถกำจัดสารเคมีได้หมดจดโดยไม่ทำลายสีสันและเนื้อสัมผัส 

 

ที่สำคัญ น้ำที่ใช้ในกระบวนการนี้จะคืนสภาพเป็นน้ำเปล่าตามธรรมชาติโดยไม่มีสารเคมีเจือปนแม้แต่น้อย คุณสมบัติทั้งหมดนี้จึงยกระดับให้ PAW ก้าวข้ามขีดจำกัดของคำว่า “เครื่องล้างผัก” สู่การเป็นเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety Technology) อย่างแท้จริง

 

ความน่าสนใจของโปรเจกต์จากกลุ่มนาคราช ไม่หยุดอยู่แค่ความสำเร็จทางเทคโนโลยีในห้องแล็บ แต่ทีมวิจัยยังมองข้ามช็อตไปถึงมิติทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อหาทางเปลี่ยน "ความปลอดภัยของอาหาร" ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง "มูลค่าเพิ่มและสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร" (Premium Produce)

 

เพราะต่อให้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน หากทำได้เพียงกำจัดสารตกค้างโดยที่เกษตรกรยังต้องขายผลผลิตในราคาเท่าเดิม ความทุ่มเททั้งหมดก็คงไร้ความหมาย ทีมวิจัยจึงวางโมเดลธุรกิจอย่างชัดเจน โดยประเมินว่าการนำเทคโนโลยี PAW มาใช้การันตีผลผลิตปลอดสารเคมี จะช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นได้จริง ดังนี้

 

  • เพิ่มมูลค่า 20–30% สำหรับการเจาะตลาดโมเดิร์นเทรด หรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

 

  • อัปราคาได้สูงถึง 40–50% สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น กลุ่มคนรักสุขภาพและครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

 

โจทย์จึงเปลี่ยนจากการตั้งคำถามเพียงว่า "ล้างสารเคมีได้กี่เปอร์เซ็นต์" ไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือ "เราจะนำมาตรฐานความปลอดภัยไปต่อยอดสร้างแบรนด์พรีเมียม เพื่อดึงเม็ดเงินกลับคืนสู่มือเกษตรกรได้อย่างไร"

 

ชูโมเดล “Plasma as a Service”  

 

อุปสรรคที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยของไทยเข้าไม่ถึงนวัตกรรมใหม่ๆ คือ “ราคา” กลุ่มนาคราชจึงได้นำเสนอทางออกผ่านโมเดลธุรกิจเชิงบริการที่เรียกว่า “Plasma as a Service” (PaaS)

 

แนวคิดดังกล่าวเป็นการพลิกโฉมธุรกิจจากการ “ขายเครื่องจักร” มาสู่การ “ให้บริการ” โดยเกษตรกรรายย่อยไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระในการลงทุนซื้อเครื่อง PAW ด้วยตัวเอง แต่จะเปลี่ยนให้กลุ่มผู้ประกอบการหรือหน่วยงาน

 

เช่น สหกรณ์การเกษตร ล้งผลไม้ หรือโรงคัดบรรจุ เป็นผู้ลงทุนเปิดเป็นศูนย์บริการส่วนกลาง เพื่อให้เกษตรกรในเครือข่ายสามารถนำผลผลิตเข้ามาล้างทำความสะอาดด้วยเทคโนโลยีนี้ได้โดยตรง

 

โมเดล PaaS ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยยกระดับการควบคุมคุณภาพ (QC) ให้เป็นระบบรวมศูนย์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูสู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ

 

โดยเฉพาะผู้ส่งออกผักผลไม้และร้านอาหารระดับพรีเมียม ที่พร้อมจ่ายในราคาสูงขึ้นเพื่อแลกกับความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) อย่างแท้จริง

 

ปัจจุบัน แม้การพัฒนาเทคโนโลยีน้ำกระตุ้นพลาสมา (PAW) จะก้าวมาถึงระดับการสร้างเครื่องต้นแบบเพื่อสาธิต (Technology Readiness Level 6: TRL 6) แล้วก็ตาม แต่การจะยกระดับไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่ใช้งานได้จริงอย่างมีเสถียรภาพ (TRL 9) ยังคงต้องฝ่าอีกหลายด่านทดสอบสำคัญทางวิศวกรรม

 

โจทย์ใหญ่คือการทำให้เครื่องจักรทุกตัวมีมาตรฐานการทำงานที่สม่ำเสมอ โดยต้องควบคุมค่าความคลาดเคลื่อนของการผลิตอนุมูลอิสระ (RONS CV) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 5%

 

ตลอดจนต้องยกระดับความทนทานของหลอดพลาสมาให้มีอายุการใช้งาน (MTBF) มากกว่า 1,000 ชั่วโมง เนื่องจากเครื่องต้นแบบในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด หากเดินเครื่องต่อเนื่องเกิน 3-4 ชั่วโมง

 

นอกจากความท้าทายด้านเทคโนโลยีแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหา “ช่องว่างทางกฎระเบียบ” อย่างชัดเจน เนื่องจากเทคโนโลยี PAW ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง จึงต้องอาศัยการตีความและบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน 

 

ข้อเสนอเรื่องเทคโนโลยี PAW จากกลุ่มนาคราช จึงเปรียบเสมือน “Policy Lab” หรือห้องปฏิบัติการนโยบายขนาดย่อม ที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การจะผลักดันนวัตกรรมสักชิ้นให้ไปถึงมือเกษตรกรนั้น มหาวิทยาลัยหรือนักวิจัยไม่อาจขับเคลื่อนความสำเร็จได้เพียงลำพัง 

 

การจะดึงศักยภาพของนวัตกรรมออกมาใช้จริง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ที่เข้ามาสนับสนุนทุนวิจัยยุทธศาสตร์เพื่อสร้างเครื่องต้นแบบ

 

กรมวิชาการเกษตรที่เป็นทัพหน้ารับรองมาตรฐานความปลอดภัย กรมส่งเสริมการเกษตรที่ใช้เครือข่าย ศพก. ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศลุยสร้างแปลงนำร่อง ไปจนถึง ธ.ก.ส. ที่เข้ามาอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือจัดสรรกองทุนสมทบ (Matching Fund) ให้กับกลุ่มสหกรณ์

 

หากโครงการนี้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ โดยยกระดับจากเพียงข้อเสนอนโยบาย สู่การเป็นโครงการนำร่อง และผลักดันให้เกิดการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของหลักสูตร วกส. รุ่นที่ 7 คงไม่ใช่แค่ตัวเลขยอดผลิตหรือยอดขาย 

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว บทพิสูจน์ที่แท้จริงของนวัตกรรมเกษตรไทย อยู่ที่ศักยภาพของนวัตกรรมนั้นๆ ว่าสามารถปกป้องผู้บริโภคจากสารเคมีตกค้าง สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อดันสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมียม และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคงทางรายได้อย่างยั่งยืนได้หรือไม่

 

หากคำตอบคือ “ใช่” นวัตกรรมชิ้นนี้ก็จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพลิกโฉมวงการเกษตรกรรมไทยอย่างแท้จริง 

 

ข่าวล่าสุด

อัพเดต! รฟม.เร่งซ่อม MRT สายสีน้ำเงิน คาดเปิดเต็มระบบเช้า 21 ก.ย.69

อัพเดต! รฟม.เร่งซ่อม MRT สายสีน้ำเงิน คาดเปิดเต็มระบบเช้า 21 ก.ย.69