
ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาทไม่พอ !"วีระศักดิ์"ชงประกันนักเที่ยวเพิ่มอีก 2 ชั้น
วีระศักดิ์เสนอปฏิรูปท่องเที่ยวไทย ใช้ Visitor Economy เชื่อมเศรษฐกิจทุกมิติ ชี้ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาทไม่พอต้องซื้อประกันภัยอีก 2 ชั้น
KEY
POINTS
- นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ มองว่าการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ 450 บาทอาจไม่เพียงพอต่อการบริหารความเสี่ยงด้านการท่องเที่ยว
- เสนอให้เพิ่มระบบประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก 2 ระดับ นอกเหนือจากประกันอุบัติเหตุพื้นฐานที่ผูกกับค่าธรรมเนียม
- ประกันภัย 2 ระดับที่เสนอเพิ่มจะครอบคลุมกิจกรรมความเสี่ยงสูงและความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศในการดูแลนักท่องเที่ยว
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy
เดินหน้าผลักดันแนวคิดปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากการมอง “การท่องเที่ยว” ในกรอบเดิม ไปสู่ Visitor Economy หรือเศรษฐกิจผู้มาเยือน ที่เชื่อมโยงการเดินทาง การศึกษา สุขภาพ ธุรกิจ และบริการเข้าด้วยกัน
แนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอในช่วงที่ภาครัฐกำลังเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” อัตรา 450 บาท โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม-28 กันยายน 2569
ตามร่างประกาศฯ การเดินทางเข้าประเทศทางอากาศจะเริ่มจัดเก็บเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ ส่วนการเดินทางทางบกและทางน้ำจะเริ่มจัดเก็บภายหลัง 1 ปี และให้ผู้เดินทางที่ชำระค่าธรรมเนียมแล้วสามารถเข้าออกประเทศได้หลายครั้งภายใน 30 วัน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
เปลี่ยนจาก Tourism Economy สู่ Visitor Economy
นายวีระศักดิ์มองว่า ไทยควรขยายกรอบการทำงานจากคำว่า “ท่องเที่ยว” ไปสู่ Visitor Economy เพื่อให้การบริหารจัดการครอบคลุมผู้มาเยือนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวระยะสั้น
แนวคิดนี้รวมถึงกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาต่างชาติ ผู้เดินทางเพื่อธุรกิจ สุขภาพ และวัตถุประสงค์อื่นที่มีการพำนักและใช้จ่ายในประเทศ
โดยมุ่งนำข้อมูลของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มมาเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการวัดความสำเร็จจากจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ถูกจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี และมีนายวีระศักดิ์เป็นประธาน ขณะที่กรอบการทำงานมุ่งเชื่อมโยงผู้มาเยือนกับวัฒนธรรม อัตลักษณ์ เมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการของไทย
เก็บค่าธรรมเนียมไม่พอ ต้องลดคอขวดด่าน ตม.
สำหรับค่าธรรมเนียม 450 บาท นายวีระศักดิ์ยืนยันว่า การจัดเก็บควรมีหลายช่องทาง เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระหรือสร้างคอขวดบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง
แนวทางที่เสนอ ได้แก่ การเปิดให้สายการบินรับชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมโดยสมัครใจ การเชื่อมระบบชำระเงินกับการกรอกข้อมูล ตม.6 ออนไลน์ รวมถึงการใช้คิวอาร์โค้ดและตู้อัตโนมัติในสนามบินสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชำระล่วงหน้า
สำหรับด่านทางบกที่มีปริมาณผู้เดินทางหนาแน่น ยังมีข้อเสนอให้เริ่มจัดเก็บในภายหลัง เพื่อให้ระบบปฏิบัติการมีความพร้อมและไม่เพิ่มปัญหาการจราจรบริเวณชายแดน
ทั้งนี้ ร่างประกาศฯ ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม 450 บาทต่อคน และมีข้อยกเว้นสำหรับบุคคลบางกลุ่ม เช่น ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ ผู้มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ใช้หนังสือผ่านแดน ลูกเรือ และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
ชูประกันภัย 3 ชั้น ลดภาระภาษีคนไทย
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ
ระดับแรก เป็นประกันภัยพื้นฐานที่ผูกกับค่าธรรมเนียม 450 บาท เพื่อคุ้มครองอุบัติเหตุและการรักษาพยาบาลฉุกเฉินของผู้เดินทาง
ระดับที่สอง เป็นประกันสำหรับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ดำน้ำ ปีนหน้าผา หรือบันจี้จัมป์ โดยเสนอให้ซื้อเพิ่มเติมเมื่อเข้าร่วมกิจกรรม
ระดับที่สาม เป็นประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับผู้ที่เช่าพาหนะและควบคุมด้วยตัวเอง เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เจ็ตสกี หรือโดรน เพื่อรองรับความเสียหายหากเกิดอุบัติเหตุ
นายวีระศักดิ์ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของระบบคือการลดภาระงบประมาณและภาษีของคนไทยที่อาจต้องนำมาใช้กับค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินหรือค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
โดยแนวคิดประกันภัย 3 ชั้นเป็นข้อเสนอเพิ่มเติมจากระบบค่าธรรมเนียม 450 บาท
เสนอถ่ายโอนงานรัฐให้เอกชนร่วมบริหาร
ในด้านโครงสร้างการทำงาน นายวีระศักดิ์เสนอให้รัฐปรับบทบาทจากผู้ปฏิบัติการไปเป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแล โดยภารกิจที่เป็นงานประจำหรือภารกิจที่ภาควิชาชีพสามารถดำเนินการได้ อาจถ่ายโอนไปยังสมาคมหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างที่เสนอ ได้แก่ การให้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้ามามีบทบาทด้านการตรวจตราธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาถ่ายโอนภารกิจบางส่วนเกี่ยวกับมัคคุเทศก์ให้สมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องมีกฎหมายและกลไกกำกับที่ชัดเจน โดยเฉพาะการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาจเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยกันเอง
เปิดระบบบริหารเงิน สู่ Open Government
สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียม 450 บาท ซึ่งมีการประเมินว่าจะทำให้เกิดเงินกองทุนด้านการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ นายวีระศักดิ์เสนอให้ใช้หลัก Open Government หรือภาครัฐระบบเปิด เข้ามากำกับดูแล เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถติดตามการบริหารเงินได้
ข้อเสนอสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลการประชุมและกระบวนการตัดสินใจ รวมถึงเปิดให้ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมรับรู้และตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน
แนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาลที่จัดตั้งกลไกภาครัฐระบบเปิด ซึ่งมีทั้งตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม
การผลักดัน Visitor Economy จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการปรับวิธีคิดตั้งแต่การเก็บข้อมูล การบริหารความเสี่ยง การจัดเก็บรายได้ ไปจนถึงการแบ่งบทบาทระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจด้านอื่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น







