
AWC พลิกเกมเจริญกรุง ปรับเอเชียทีคสู่แลนด์มาร์กใหม่ริมเจ้าพระยา
AWC ปรับแผนพัฒนาเอเชียทีค ลดความสูงอาคารจาก 100 เหลือ 56 ชั้น ย้ายหมุดติดถนนเจริญกรุง เปิดพื้นที่ริมน้ำสร้าง Blue Dome รับแผน AWC Riverside Journey
KEY
POINTS
- ปรับแผนพัฒนาอาคารสูงในเอเชียทีคจากเดิม 100 ชั้นริมน้ำ เหลือ 56 ชั้นและย้ายไปติดถนนเจริญกรุง เพื่อเปิดพื้นที่ริมแม่น้ำให้กว้างขึ้น
- นำสถาปัตยกรรม "Blue Dome" มาสร้างเป็นแลนด์มาร์กใหม่ริมน้ำ พร้อมพัฒนาประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟ "Avatar: Guardians of Eywa"
- มีแผนลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท สร้างเคเบิลคาร์เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างย่านเจริญกรุงและเจริญนคร เพื่อสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยว
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ย่านเจริญกรุงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ “เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น”
เพื่อยกระดับพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้าและแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวระดับโลก
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ภายใต้แนวคิด “AWC Riverside Journey” ว่า ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ภายใต้แนวคิดดังกล่าวรวม 11 โครงการ โดยมุ่งเชื่อมโยงพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกัน และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
ปรับแผนเอเชียทีค จาก 100 ชั้นเหลือ 56 ชั้น
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือแผนพัฒนาอาคารสูงภายในเอเชียทีค ซึ่งเดิม AWC เคยวางแผนก่อสร้างอาคารสูงประมาณ 100 ชั้นบริเวณริมน้ำเจ้าพระยา
แต่ล่าสุดบริษัทได้ปรับแนวทางการพัฒนาใหม่ โดยลดความสูงของอาคารเหลือ 56 ชั้น พร้อมเปลี่ยนตำแหน่งอาคารจากพื้นที่ริมน้ำไปอยู่บริเวณที่ติดกับถนนเจริญกรุง
การปรับผังดังกล่าวทำให้พื้นที่ริมน้ำมีพื้นที่เปิดมากขึ้น และสามารถนำไปพัฒนาเป็นองค์ประกอบใหม่ของเอเชียทีค โดยเฉพาะ “Blue Dome” ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการ
สำหรับอาคารสูง 56 ชั้น นอกจากเป็นการปรับรูปแบบโครงการให้เหมาะสมกับพื้นที่แล้ว ยังเป็นการเลือกใช้ตัวเลขที่ AWC มองว่าเป็นเลขมงคลใหม่
ขณะเดียวกันการขยับตำแหน่งอาคารเข้ามาด้านถนนเจริญกรุง จะช่วยเปิดมุมมองและสร้างพื้นที่ริมน้ำให้มีบทบาทมากขึ้นในการออกแบบประสบการณ์ของผู้มาเยือน
Blue Dome ขยับสู่ริมน้ำ เปิดพื้นที่ประสบการณ์ใหม่
เมื่ออาคารสูงถูกย้ายออกจากแนวริมน้ำ พื้นที่ดังกล่าวจะถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นพื้นที่แลนด์มาร์ก โดยนำ “Blue Dome” มาวางบริเวณริมน้ำเจ้าพระยาแทน
Blue Dome เป็นสถาปัตยกรรมที่ AWC นำมาจากงาน Expo 2025 Osaka ประเทศญี่ปุ่น และเตรียมพัฒนาให้เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ใหม่ โดยบริษัทมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างจุดหมายด้านความบันเทิงและศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ในย่านเจริญกรุง
หนึ่งในไฮไลต์คือการนำประสบการณ์จากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ “Avatar” มาพัฒนาเป็น “Avatar: Guardians of Eywa” ในรูปแบบประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟ (Immersive Experience) หรือการพาผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวและสภาพแวดล้อมโดยตรง ผ่าน The Magic Walk™ Experience บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร
นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบ Blue Dome จะได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อนริมแม่น้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับการใช้เวลาและชมบรรยากาศเจ้าพระยา
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทของริมน้ำจากพื้นที่เชิงพาณิชย์ไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์มากขึ้น
เชื่อมเจริญกรุง-เจริญนคร สร้าง Riverside Journey
ยุทธศาสตร์ของ AWC ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาพื้นที่ฝั่งเจริญกรุง แต่ยังวางแผนเชื่อมโยงประสบการณ์ไปยังพื้นที่ฝั่งเจริญนคร เพื่อให้เกิดเครือข่ายจุดหมายท่องเที่ยวสองฝั่งแม่น้ำ
หนึ่งในโครงการที่อยู่ในแผนคือ “เคเบิลคาร์” เชื่อมพื้นที่สองฝั่งเจ้าพระยา โดย AWC วางงบลงทุนไว้กว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมออกแบบรูปแบบการเดินทางให้มีทั้งกระเช้าปิดและรูปแบบเปิด
เพื่อให้การเดินทางข้ามแม่น้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยว
อีกโครงการสำคัญคือ “MONA Bangkok” พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟ ซึ่งเตรียมพัฒนาร่วมกับ MONA (Museum of Old and New Art) จากประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างจุดหมายใหม่สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้สนใจงานศิลปะ รวมถึงนักสะสมจากต่างประเทศ
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนแนวทางของ AWC ที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่ริมเจ้าพระยาให้เป็น “Destination” ที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาอยู่ได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ศิลปะ ความบันเทิง ไปจนถึงกิจกรรมริมแม่น้ำ
ลงทุนหลายหมื่นล้าน ยกระดับย่านเจริญกรุง
สำหรับแผนลงทุนในพื้นที่เอเชียทีค AWC วางงบลงทุนในเฟสใหม่ ซึ่งรวมการพัฒนา Blue Dome ไว้มากกว่า 8,000 ล้านบาท
ขณะที่เอเชียทีค เฟส 2.2 มีงบลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท และโครงการเคเบิลคาร์มีงบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท
การลงทุนดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายแห่ง แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นที่ใหม่ของย่านเจริญกรุงให้มีความเชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยว โรงแรม การค้า ศิลปวัฒนธรรม และพื้นที่ริมน้ำ
สำหรับ AWC การพัฒนา “AWC Riverside Journey” เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมระดับโลก โดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างอาคารให้สูงขึ้น แต่เป็นการออกแบบ “ย่าน” ให้มีเหตุผลในการเดินทางเข้ามาใช้เวลา และกลับมาเยือนซ้ำ
ซึ่งเป็นทิศทางที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการขายพื้นที่ ไปสู่การสร้างประสบการณ์และจุดหมายปลายทางในระยะยาว







