posttoday
อังกฤษเตรียมเก็บภาษี EV ตามระยะทาง เริ่มปี 2028 สัญญาณใหม่ยุครถไฟฟ้า

อังกฤษเตรียมเก็บภาษี EV ตามระยะทาง เริ่มปี 2028 สัญญาณใหม่ยุครถไฟฟ้า

14 สิงหาคม 2569

อังกฤษเตรียมเก็บภาษีรถ EV ตามระยะทาง เริ่มปี 2028 หวังชดเชยรายได้ภาษีน้ำมันที่ลดลง สะท้อนโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลทั่วโลก เมื่อรถไฟฟ้าแทนที่รถน้ำมันมากขึ้น

KEY

POINTS

  • อังกฤษเตรียมบังคับใช้ "ภาษีตามระยะทาง" (Road Pricing) กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตั้งแต่ปี 2028 เพื่อชดเชยรายได้จากภาษีน้ำมันที่รัฐสูญเสียไปจากการที่ผู้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น
  • หลักการของภาษีใหม่คือ "ขับมาก จ่ายมาก" โดยผู้ใช้รถ EV จะต้องจ่ายภาษีตามระยะทางที่วิ่งจริง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากภาษีรถยนต์ประจำปี (VED) ที่มีอยู่เดิม
  • นโยบายนี้เผชิญเสียงคัดค้านในประเด็นที่อาจชะลอการเปลี่ยนผ่านสู่รถ EV, สร้างภาระให้ผู้ที่ต้องเดินทางไกลในชนบท และเกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวจากการติดตามข้อมูลการเดินทาง

อังกฤษเตรียมเก็บ “ภาษีตามระยะทาง” รถยนต์ไฟฟ้า EV เริ่มปี 2028 เมื่อยุครถไร้น้ำมันกำลังทำให้รัฐสูญรายได้มหาศาล

 

สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่หลายประเทศอาจต้องเจอในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อความสำเร็จของการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) กลับทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จาก “ภาษีน้ำมัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐมายาวนาน

 

รัฐบาลอังกฤษจึงเริ่มเดินหน้าแนวคิดใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก นั่นคือ “การเก็บภาษีตามระยะทางที่รถวิ่ง” (Road Pricing หรือ Mileage-Based Tax)

 

โดยมีเป้าหมายเริ่มใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2028 เป็นต้นไป แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บภาษีรถ EV เพิ่มเติม แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบภาษียานยนต์ในยุคที่ผู้คนกำลังเลิกใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

 

อังกฤษเตรียมเก็บภาษี EV ตามระยะทาง เริ่มปี 2028 สัญญาณใหม่ยุครถไฟฟ้า

 

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช้น้ำมัน รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีน้ำมัน (Fuel Duty) ได้เหมือนเดิม

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลถนน สะพาน ระบบคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ยังคงมีอยู่เช่นเดิม คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ควรเก็บภาษีรถไฟฟ้าหรือไม่” แต่เป็น “รัฐจะจัดเก็บรายได้จากผู้ใช้ถนนอย่างไร เมื่อผู้คนไม่เติมน้ำมันแล้ว”

 

รถ EV จะถูกเก็บภาษีตามระยะทางอย่างไร

ข้อเสนอที่กำลังถูกหารือในอังกฤษคือ รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) จะต้องจ่ายภาษีประมาณ 3 เพนนีต่อไมล์ หรือราว 2.6 เพนนีต่อกิโลเมตร ส่วนรถ Plug-in Hybrid (PHEV) จะถูกเก็บในอัตราประมาณ 1.5 เพนนีต่อไมล์

 

หากคำนวณอย่างง่าย รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งปีละ 10,000 ไมล์ หรือประมาณ 16,000 กิโลเมตร จะต้องจ่ายภาษีระยะทางประมาณ 300 ปอนด์ต่อปี หรือราว 13,000 บาท (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 43 บาทต่อปอนด์)

 

ที่สำคัญ ภาษีดังกล่าวจะเป็น ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากภาษีรถยนต์ประจำปี (Vehicle Excise Duty: VED) ไม่ได้มาแทนที่ทั้งหมด

 

แม้ปัจจุบันอังกฤษได้เริ่มเก็บ VED จากรถ EV แล้วตั้งแต่ปี 2025 หลังจากที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีมานานหลายปีเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

ทำไมรัฐบาลอังกฤษต้องรีบหาวิธีเก็บภาษีใหม่

ภาษีน้ำมันของอังกฤษเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาล โดยในแต่ละปีสร้างรายได้ประมาณ 24,000 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 1 ล้านล้านบาท

 

ในระบบเดิม ผู้ใช้รถเบนซินหรือดีเซลจะจ่ายภาษีผ่านการเติมน้ำมัน ยิ่งเติมมาก ยิ่งใช้ถนนมาก ก็ยิ่งจ่ายภาษีมากโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้จากภาษีน้ำมันก็เริ่มลดลงต่อเนื่อง

 

รัฐบาลอังกฤษตั้งเป้าหมายยุติการจำหน่ายรถยนต์เบนซินและดีเซลใหม่ภายในปี 2030 (แม้จะมีการปรับรายละเอียดของนโยบายในช่วงหลัง) และสนับสนุนการใช้รถ EV ผ่านมาตรการจูงใจหลายรูปแบบตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ผลลัพธ์คือจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนถนนอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

ความสำเร็จดังกล่าวกลับกลายเป็นความท้าทายทางการคลัง เพราะทุกครั้งที่ผู้บริโภคเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาใช้รถไฟฟ้า รัฐบาลจะสูญเสียรายได้จาก Fuel Duty และภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วนตามไปด้วย

 

นักเศรษฐศาสตร์ของ Institute for Fiscal Studies (IFS) เคยเตือนว่า หากรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นยานยนต์ส่วนใหญ่ของประเทศ รายได้จากภาษีน้ำมันอาจหายไปหลายหมื่นล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ

 

อังกฤษเตรียมเก็บภาษี EV ตามระยะทาง เริ่มปี 2028 สัญญาณใหม่ยุครถไฟฟ้า

 

จาก “เติมมาก จ่ายมาก” สู่ “ขับมาก จ่ายมาก”

แนวคิดการเก็บภาษีตามระยะทางมีหลักการค่อนข้างตรงไปตรงมา คือ ผู้ที่ใช้ถนนมากควรจ่ายมากกว่าผู้ที่ใช้ถนนน้อย

 

รถที่วิ่งปีละ 20,000 กิโลเมตร จะจ่ายภาษีมากกว่ารถที่วิ่งเพียง 5,000 กิโลเมตร ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นระบบที่สะท้อนการใช้โครงสร้างพื้นฐานจริงมากกว่าการเก็บภาษีแบบเหมารายปี

 

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสามารถออกแบบให้ยืดหยุ่นได้ เช่น กำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันตามประเภทถนน ช่วงเวลา หรือพื้นที่ที่มีความแออัดสูง คล้ายกับระบบ Congestion Charge ที่กรุงลอนดอนใช้มานานแล้ว

 

ผู้สนับสนุนมองว่า Road Pricing เป็นระบบที่ ยุติธรรมกว่า (Fairer Taxation) เพราะคนที่แทบไม่ใช้รถจะไม่ต้องแบกรับภาระเท่ากับคนที่ใช้รถทุกวันเป็นระยะทางไกล

 

แต่ทำไมจึงมีเสียงคัดค้านจำนวนมาก

แม้หลักการจะดูสมเหตุสมผล แต่ข้อเสนอการเก็บภาษีตามระยะทางกลับเผชิญแรงต้านไม่น้อย

 

กลุ่มผู้ใช้รถยนต์และองค์กรด้านยานยนต์ เช่น RAC Foundation และ AA (Automobile Association) แสดงความกังวลว่า การเก็บภาษีรถ EV เพิ่มเติมเร็วเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า

 

โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบท ซึ่งมักต้องเดินทางไกลกว่าคนในเมืองหลายเท่า หากต้องขับรถวันละหลายสิบกิโลเมตรเพื่อไปทำงาน โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ภาษีตามระยะทางอาจกลายเป็นภาระที่สูงกว่าผู้ที่อาศัยในเขตเมืองอย่างชัดเจน

 

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ ความเป็นส่วนตัว (Privacy) หากรัฐบาลต้องติดตามระยะทางการใช้งานของรถยนต์ ระบบจะใช้ข้อมูลจากมาตรวัดระยะทาง (Odometer) ที่ตรวจสอบเป็นระยะ หรือจะใช้ระบบติดตามผ่าน GPS ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการเก็บข้อมูลการเดินทางของประชาชน

 

ที่ผ่านมา อังกฤษเคยมีการเสนอแนวคิด Road Pricing มาแล้วหลายครั้ง และเคยเผชิญแรงต่อต้านอย่างหนักจากสังคม โดยเฉพาะเมื่อประชาชนมองว่าเป็นการเพิ่มภาระภาษีมากกว่าการปฏิรูประบบภาษี

 

อังกฤษไม่ใช่ประเทศแรกที่คิดเรื่องนี้

แม้ข่าวนี้จะสร้างความสนใจอย่างมาก แต่ความจริงแล้วแนวคิด Mileage-Based Tax ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศกำลังศึกษาแนวทางเดียวกัน เนื่องจากต่างเผชิญปัญหาคล้ายกันเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

 

สหรัฐอเมริกามีการทดลองระบบ Road Usage Charge ในหลายรัฐ เช่น โอเรกอน ยูทาห์ และเวอร์จิเนีย ขณะที่นิวซีแลนด์ใช้ระบบ Road User Charges (RUC) สำหรับรถบางประเภทมานานแล้ว

 

ในยุโรปเอง หลายประเทศเริ่มถกเถียงประเด็นนี้มากขึ้น โดยเฉพาะฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งต่างมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าเช่นเดียวกับอังกฤษ

 

นั่นหมายความว่า หากอังกฤษเดินหน้าใช้ระบบนี้จริงในปี 2028 ก็อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้ประเทศอื่นนำไปประยุกต์ใช้ต่อ

 

 

อ้างอิง: HM Treasury; HM Revenue & Customs (HMRC); UK Department for Transport (DfT); Institute for Fiscal Studies (IFS); RAC Foundation; The Guardian; Electrive; GOV.UK

ข่าวล่าสุด

จับตา GC เกมรุกใหม่ ฝ่าวิกฤตโลก ดันเคมีมูลค่าสูง-ธุรกิจสีเขียว

จับตา GC เกมรุกใหม่ ฝ่าวิกฤตโลก ดันเคมีมูลค่าสูง-ธุรกิจสีเขียว