
เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ จับมือญี่ปุ่น ยกระดับสอนว่ายน้ำ ปูธุรกิจเจาะเอเชีย
เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ ผนึก SAGINUMA SWIMMING CLUB ยกระดับการสอนว่ายน้ำมาตรฐานญี่ปุ่น ปูทางตามโรดแมปธุรกิจ นำแบรนด์ไทย 100% สู่แบรนด์สากลเจาะตลาดอาเซียนและเอเชีย
เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ (BABY SWIMMING THAILAND) สถาบันสอนว่ายน้ำสำหรับเด็กและทารก ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ SAGINUMA SWIMMING CLUB สถาบันสอนว่ายน้ำชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพการเรียนการสอนว่ายน้ำของ เบบี้ สวิมมิ่ง ให้มีมาตรฐานระดับสากล
พลภัทร และ ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ จำกัด และบริษัทในเครือ ผู้ดำเนินธุรกิจสถาบันสอนว่ายน้ำเด็กและทารก เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ SAGINUMA SWIMMING CLUB สถาบันสอนว่ายน้ำชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพการเรียนการสอนว่ายน้ำของ เบบี้ สวิมมิ่ง ให้มีมาตรฐานระดับสากล
การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการ JETRO Overseas Expansion Hands-on Support ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการขยายธุรกิจระดับสากล
พลภัทร กล่าวว่า แม้เราจะวางรากฐานการสอนด้วยหลักสูตรออสเตรเลียและมี Academy ของตัวเองที่ดูแลเด็กๆ มาแล้วกว่า 50,000 คน แต่จุดเด่นของญี่ปุ่นที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ‘ความพิถีพิถันของเทคนิค ระบบการฝึกซ้อมที่มีระเบียบวินัยสูง และโปรโตคอลความปลอดภัยที่เข้มงวดทุกตารางนิ้ว’
การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นการนำระบบการเรียนแบบผ่อนคลายสไตล์ออสเตรเลียเดิมของเรา มาผสมผสานกับความเป๊ะระดับสากลของญี่ปุ่น เพื่อยกระดับจากการสอนว่ายน้ำทั่วไป ไปสู่การสร้างโครงสร้างพัฒนานักกีฬาเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยเราจะถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านระบบ Train the Trainer สไตล์ญี่ปุ่นเพื่อสร้าง Master Trainer และโค้ชคุณภาพสูง
รองรับการต่อยอดสู่ ‘หลักสูตรพัฒนานักกีฬามืออาชีพ’ เพื่อปั้นผู้เรียนสู่เส้นทางนักกีฬาแข่งขันระดับประเทศและโอกาสในการแลกเปลี่ยน ณ ประเทศญี่ปุ่นในอนาคต
พร้อมกันนี้ยังเตรียมขยายบริการสู่ ‘หลักสูตรการสอนว่ายน้ำผู้ใหญ่ และการออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุ’ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในด้านนี้ เพื่อยกระดับสถาบันสู่การดูแลสุขภาพทางน้ำสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างครอบคลุมทุกช่วงวัย
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุดของเรา คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ซึ่งยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของเด็กไทยในปัจจุบัน
การนำโปรโตคอลความปลอดภัย ระดับ Zero Accident การประเมินความเสี่ยง และมาตรฐานการกู้ภัยทางน้ำที่เข้มงวดตามแบบฉบับญี่ปุ่นมาปรับใช้ จะช่วยสร้างทักษะการเอาชีวิตรอดที่แท้จริงให้เด็กไทย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
การร่วมมือกับ SAGINUMA SWIMMING CLUB ในครั้งนี้ ยังเป็นไปตามแผนธุรกิจระยะ 3-5 ปี ที่วางโรดแมปนำแบรนด์ไทย 100% อย่าง เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ ก้าวสู่ตลาดระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการด้านการเรียนว่ายน้ำรวมถึงความปลอดภัยทางน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ยังมีวัฒนธรรมการเรียนรู้และวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน ประกอบกับทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ประเทศไทย จึงสะดวกต่อการบริหารจัดการและเข้าถึงดูแลได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นโอกาสเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะเน้นการวางระบบภายในให้มีความพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานสากลก่อนขยายสู่ต่างประเทศ มากกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนสาขา เพียงเพื่อเติมเต็มสถิติ
สำหรับทิศทางการลงทุน พลภัทร เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนจะเผชิญกับความท้าทายเรื่องอัตราการเกิดของเด็กใหม่ที่ลดลง แต่หากพิจารณาจาก ‘จำนวนเด็กรวมทุกช่วงอายุ (4 เดือน – 15 ปี)’ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวระดับปานกลางถึงระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก พบว่ากลุ่มประชากรเด็กรวมในตลาดเมื่อเทียบกับความสามารถในการรองรับของโรงเรียนสอนว่ายน้ำมาตรฐานสูงทุกสาขารวมกันแล้ว ยังมีจำนวนน้อยกว่าความต้องการในตลาดอีกมาก
ประกอบกับพฤติกรรมผู้ปกครองยุคใหม่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมทุ่มเทเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก โดยมองว่าการว่ายน้ำเป็น ‘ทักษะชีวิตที่จำเป็น’ และ ‘ตัวเลือกแรกๆ ของกิจกรรมนอกห้องเรียน’ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของผู้ปกครองและเด็กๆ ที่ต้องการต่อยอดทักษะจากการเรียนว่ายน้ำพื้นฐานไปสู่ ‘เส้นทางนักกีฬาและการแข่งขัน’
การต่อยอดสู่หลักสูตรนักกีฬา ควบคู่ไปกับการขยายฐานบริการสู่กลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ และการยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยขั้นสูง จึงช่วยขยายช่วงเวลาการเรียนให้ยาวนานยิ่งขึ้น (Customer Lifetime Value) และทำให้ตลาดนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงแค่อัตราการเกิดใหม่
ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างก่อสร้างสาขาใหม่ที่บริหารเองบนทำเลพรีเมียม ราชพฤกษ์-สวนผัก ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการ ต้นปี 2570 และมีแผนขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มอีก 2-3 สาขาในปีหน้า จากปัจจุบันที่มีรวม 18 สาขาทั่วประเทศ (บริษัทฯ บริหารเอง 40% และแฟรนไชส์ 60%)
โดยสาขาที่บริษัทฯ บริหารเองจะทำหน้าที่เป็น Flagship และ R&D Center เพื่อพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สาขาแฟรนไชส์คือการถ่ายทอดองค์ความรู้และระบบมาตรฐานเพื่อให้พาร์ตเนอร์เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ในอนาคตเราไม่ได้มองแค่จำนวนว่าจะต้องขยายอีกกี่สิบหรือกี่ร้อยสาขา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือทุกสาขาต้องรักษามาตรฐานเดียวกัน หากเราสร้างระบบที่แข็งแกร่งได้ จำนวนสาขาจะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาเอง
เป้าหมายสำคัญของผมคือการนำ เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ แบรนด์ไทย 100% เติบโตสู่สถาบันสอนว่ายน้ำมาตรฐานระดับเอเชีย และพร้อมออกไปแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ด้าน ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง กล่าวเสริมว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา เบบี้ สวิมมิ่ง เติบโตอย่างมั่นคงจากความไว้วางใจของผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จนสามารถขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก้าวสำคัญต่อไปคือการยกระดับสู่มาตรฐานระดับสากลเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในเวทีโลก
ความร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การสร้างและพัฒนาโค้ชอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักกีฬาเยาวชนเพื่อพัฒนาไปสู่ระดับการแข่งขัน
สิ่งที่จะได้รับอย่างแท้จริง คือการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางน้ำระดับสูง ทั้งระบบประเมินความเสี่ยงรอบสระ การอบรมทักษะการดูแลความปลอดภัยและการปฐมพยาบาลตามโปรโตคอลของสถาบันสอนว่ายน้ำชั้นนำในญี่ปุ่น
และอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้สัมผัสประสบการณ์การฝึกซ้อมและระบบการแข่งขันระดับสากล รวมถึงการถ่ายทอดเทคนิคการสอนว่ายน้ำผู้ใหญ่และการออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึง
ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ แต่คือองค์ความรู้ ระบบ และโอกาสใหม่ๆ ที่จะนำมาพัฒนาเด็ก บุคลากร และตอบโจทย์สุขภาพของทุกคนในครอบครัวได้อย่างเป็นรูปธรรม







