
ชัชชาติ เผย กทม. เตรียมโอนสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระหนี้-หนุนพัฒนาเมือง
กทม.เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวพร้อมทรัพย์สินและหนี้สินให้รัฐบาล หลัง ครม. มีมติรับหลักการ หวังลดภาระการเงิน เปิดทางบริหารค่าโดยสารและตั๋วร่วม จ่อเพิ่มงบพัฒนาเมืองด้านอื่น
KEY
POINTS
- กทม. อยู่ระหว่างดำเนินการโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวพร้อมทรัพย์สินและหนี้สินให้รัฐบาล เพื่อลดภาระทางการเงินและนำงบประมาณไปใช้พัฒนาเมืองด้านอื่น
- การโอนโครงการให้รัฐบาลจะไม่กระทบสัญญากับ BTS แต่ต้องมีการเจรจาเรื่องมูลค่าโครงการเพื่อกำหนดแนวทางการชดเชยให้ กทม.
- เป้าหมายสำคัญของการโอนคือเพื่อให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและโครงสร้างค่าโดยสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า
ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ให้กรุงเทพมหานครดำเนินการโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว พร้อมทรัพย์สินและหนี้สินให้รัฐบาล
ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและโครงสร้างค่าโดยสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ภาระด้านรถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็นภาระสำคัญของกรุงเทพมหานคร หากสามารถโอนภาระดังกล่าวให้รัฐบาลได้ จะช่วยลดข้อจำกัดด้านการเงิน
และทำให้กรุงเทพมหานครมีงบประมาณกลับมาดูแลประชาชน รวมถึงพัฒนาเมืองในมิติอื่นได้มากขึ้น
สำหรับสัญญากับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS นั้น นายชัชชาติ มองว่าไม่น่าจะมีปัญหา
เนื่องจากเงื่อนไขในสัญญารองรับการเปลี่ยนผู้ถือครองทรัพย์สินอยู่แล้ว โดยสาระสำคัญของสัญญาจะไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่เปลี่ยนเจ้าของทรัพย์สินจากกรุงเทพมหานครไปเป็นรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในขณะนี้คือการหารือกับรัฐบาลเกี่ยวกับมูลค่าทางบัญชี (Book Value) และมูลค่าที่เหมาะสมของโครงการ เพื่อกำหนดแนวทางการชดเชยให้กรุงเทพมหานคร
เนื่องจากรัฐบาลจะได้รับโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าสายสำคัญกลับไปบริหาร
นายชัชชาติ เสริมว่า การโอนครั้งนี้จะช่วยลดภาระการรับผิดชอบส่วนต่างค่าโดยสาร ซึ่งที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครไม่สามารถนำงบประมาณส่วนอื่นมารับภาระของรถไฟฟ้าเพียงเส้นทางเดียวได้
เมื่อภาระดังกล่าวลดลง ก็จะทำให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการพัฒนาเมืองในด้านอื่น ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การบริการสาธารณะ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ การดำเนินการยังต้องผ่านการหารือร่วมกับรัฐบาล รวมถึงเสนอให้สภากรุงเทพมหานครพิจารณา เนื่องจากเป็นการโอนทรัพย์สินขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร
ในส่วนของภาระค่าก่อสร้างที่ยังค้างอยู่ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ไม่น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ เพราะรวมอยู่ในการประเมินมูลค่าทางบัญชีอยู่แล้ว และอาจใช้วิธีหักกลบกับภาระหนี้สิน
เนื่องจากหากมีการโอนทรัพย์สินกลับไป ก็จะเป็นทรัพย์สินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่าจะต้องคำนึงถึงศักยภาพรายได้ในอนาคตด้วย โดยเฉพาะหลังปี 2572
ซึ่งรายได้จากโครงการจะตกเป็นของกรุงเทพมหานครทั้งหมด จึงต้องพิจารณาทั้งมูลค่าทรัพย์สิน เงินลงทุนที่กรุงเทพมหานครได้จ่ายไป
ทั้งค่าจัดหาขบวนรถ ค่าดำเนินการ และมูลค่าตลอดอายุสัมปทาน เพื่อใช้เป็นฐานในการเจรจากับรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังมีการหารือควบคู่ไปกับประเด็นการดำเนินโครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พ.ร.บ.ร่วมทุน) สำหรับแนวทางบริหารโครงการหลังปี 2572 ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา







