
เงินทุนสภาพภูมิอากาศไทย 8 ปี ทุ่มลดก๊าซกว่า 2 ล้านล้าน! แต่ละเลยการปรับตัว
รายงานล่าสุดเผย ไทยใช้งบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่างบรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และผลกระทบจากโลกร้อนถึง 7 เท่า สะท้อนช่องว่างด้านการปรับตัวที่ประเทศต้องเร่งแก้
KEY
POINTS
- ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา (2018-2026) ไทยลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) มากกว่า 2 ล้านล้านบาท แต่ลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) เพียงประมาณ 2.8 แสนล้านบาท
- เกิดความไม่สมดุลในการจัดสรรงบประมาณอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนการลงทุนเพื่อลดก๊าซต่อการปรับตัวอยู่ที่ประมาณ 7 ต่อ 1 ซึ่งสะท้อนถึง "ช่องว่างด้านการปรับตัว" (Adaptation Gap) ที่น่ากังวล
- เงินทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่โครงการลดการปล่อยก๊าซในระยะยาว เช่น พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
- การลงทุนเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิด เช่น การจัดการน้ำท่วม ภัยแล้ง และการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับประเทศที่มีความเปราะบางสูง กลับถูกให้ความสำคัญน้อยกว่ามาก
ภาพรวมการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศของไทย และโจทย์ใหญ่ที่ยังต้องเร่งแก้
ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันจากภัยพิบัติที่เกิดบ่อยขึ้น และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รายงาน Thailand Climate Finance Tracker 2026 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเครื่องมือที่ช่วยติดตามและประเมินทิศทางการใช้เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ
รายงานฉบับนี้จัดทำโดยความร่วมมือระหว่าง Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่ม ความโปร่งใสทางการคลัง (Fiscal Transparency) และช่วยให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุนสามารถเห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจน
ข้อมูลในรายงานครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ ปี 2018 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอที่จะสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศถูกแปลงเป็นการลงทุนจริงมากน้อยเพียงใด ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
การเงินเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก เม็ดเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท
หัวใจสำคัญของการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศของไทยในช่วงแปดปีที่ผ่านมา คือ การเงินเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ซึ่งครอบคลุมการลงทุนในภาคพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ระบบขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน เช่น การฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศ
รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2018 ถึงพฤษภาคม 2026 ประเทศไทยมีงบประมาณด้านการลดก๊าซเรือนกระจก รวม 2,001,992.80 ล้านบาท หรือมากกว่า 2 ล้านล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง การลงทุนในระดับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศในการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า “ปริมาณเงินลงทุน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ประสิทธิผลของการใช้เงิน ว่าโครงการต่าง ๆ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงหรือไม่ และให้ผลตอบแทนด้านสิ่งแวดล้อมคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปเพียงใด
การเงินเพื่อการปรับตัว จุดอ่อนที่ยังน่ากังวล
แม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อพิจารณาในอีกมิติหนึ่งคือ การเงินเพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation Finance) ภาพที่ปรากฏกลับสะท้อนความไม่สมดุลอย่างชัดเจน
การเงินเพื่อการปรับตัวหมายถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น
- การบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วม
- การรับมือภัยแล้ง
- การเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน
- การพัฒนาระบบเตือนภัย
- การสนับสนุนภาคเกษตรกรรมให้ปรับตัวต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน
รายงานระบุว่า ในช่วงปี 2018 ถึงพฤษภาคม 2026 ประเทศไทยมีงบประมาณด้านการปรับตัว รวม 279,539.76 ล้านบาท
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูสูงในเชิงปริมาณ แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับงบประมาณด้านการลดก๊าซเรือนกระจก จะพบว่า สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 7 ต่อ 1 กล่าวคือ ทุก ๆ เงินลงทุน 7 บาทที่ใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีเพียงประมาณ 1 บาทเท่านั้นที่ใช้เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ
นี่คือสิ่งที่รายงานสะท้อนว่าเป็น “ช่องว่างด้านการปรับตัว (Adaptation Gap)” ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของประเทศในอนาคต
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเปราะบางต่ออุทกภัย ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม การลงทุนด้านการปรับตัวถือเป็นการสร้าง ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคม หากยังคงลงทุนในด้านนี้ไม่เพียงพอ ความเสียหายจากภัยพิบัติอาจมีมูลค่าสูงกว่างบประมาณที่ประหยัดได้หลายเท่า
แนวคิดใหม่ในรายงานปี 2026 Maladaptation หรือ “การปรับตัวที่ผิดพลาด”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของรายงานฉบับปี 2026 คือการนำเสนอแนวคิด Maladaptation หรือ “การปรับตัวที่ผิดพลาด”
แนวคิดนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการประเมินโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ เพราะไม่ได้มองเพียงว่าโครงการใช้งบประมาณเท่าใด แต่ตั้งคำถามว่า โครงการนั้นสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนจริงหรือไม่
Maladaptation หมายถึง การดำเนินโครงการที่ตั้งใจช่วยให้ชุมชนหรือภาคเศรษฐกิจปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ แต่กลับก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบในระยะยาว เช่น
- การสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมที่ผลักน้ำไปสร้างความเสียหายให้พื้นที่อื่น
- การใช้น้ำบาดาลมากเกินไปเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง จนทำให้ทรัพยากรน้ำเสื่อมโทรม
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในอนาคต
รายงานจึงเสนอให้ใช้แนวคิด Maladaptation เป็น “แนวกันชน” (Guardrail) สำหรับการคัดกรองโครงการด้านการปรับตัว เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่ลงทุนจะไม่กลายเป็น “ขยะงบประมาณ” หรือสร้างความเปราะบางรูปแบบใหม่ให้แก่สังคมและระบบนิเวศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รายงานปี 2026 เปลี่ยนจุดเน้นจาก “จำนวนเงินที่ใช้” ไปสู่ “คุณภาพของการใช้จ่าย (Quality of Spend)” ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศในระดับสากล
Methodology 2026 มาตรฐานใหม่ของการติดตามเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ
อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของรายงานฉบับนี้คือ Methodology 2026 หรือระเบียบวิธีการติดตามและจำแนกเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการปรับปรุงใหม่
การปรับปรุงดังกล่าวครอบคลุมการกำหนด การจำแนกประเภทรายสาขา (Sector Classification) ที่มีความชัดเจนและละเอียดมากขึ้น ทำให้สามารถระบุได้ว่าเงินลงทุนแต่ละส่วนถูกใช้ไปในกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศประเภทใด
มาตรฐานใหม่นี้มีความสำคัญในหลายมิติ ได้แก่
- เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล
- ลดความซ้ำซ้อนในการจัดหมวดหมู่โครงการ
- ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถวางแผนงบประมาณได้ดีขึ้น
- สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
- สนับสนุนการระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศจากแหล่งเงินทุนโลก
การมี Updated Tracker ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจึงถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่สำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในระยะต่อไป
บทสรุป 3 ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ
รายงาน Thailand Climate Finance Tracker 2026 ไม่ได้เป็นเพียงรายงานสถิติการใช้จ่าย แต่เป็น เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ที่สะท้อนทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของระบบการเงินด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
1. ความไม่สมดุลของงบประมาณ (7:1 Ratio)
ประเทศไทยลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าด้านการปรับตัวถึงประมาณ 7 เท่า ซึ่งสะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในบริบทที่ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นทุกปี
2. คุณภาพของการใช้เงินสำคัญกว่าปริมาณ
การนำแนวคิด Maladaptation มาใช้ในการประเมินโครงการ ช่วยให้การลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากการใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
3. การตัดสินใจต้องอยู่บนฐานข้อมูล
การพัฒนา Tracker และ Methodology 2026 ทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือในการติดตามและวิเคราะห์เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่าง มีกลยุทธ์ แม่นยำ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในระยะต่อไป ความสำเร็จของประเทศไทยจะไม่ได้วัดเพียงว่าลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ “มากเพียงใด” แต่จะวัดจากว่า เงินทุกบาทสามารถลดความเสี่ยง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้จริงเพียงใด







