posttoday
ไทยลุ้นมี Spaceport แห่งแรกอาเซียน GISTDA ชี้ศักยภาพสู่เศรษฐกิจอวกาศโลก

ไทยลุ้นมี Spaceport แห่งแรกอาเซียน GISTDA ชี้ศักยภาพสู่เศรษฐกิจอวกาศโลก

23 กรกฎาคม 2569

GISTDA ชี้ไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์เหมาะสร้าง "ท่าอวกาศยาน" ปูทางสู่ฮับอวกาศอาเซียน ดึงลงทุน สร้างงาน และต่อยอดเศรษฐกิจอวกาศมูลค่ามหาศาลในอนาคต

KEY

POINTS

  • GISTDA ชี้ว่าไทยมีศักยภาพสูงในการสร้างท่าอวกาศยาน (Spaceport) แห่งแรกของอาเซียน เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและมีพื้นที่รองรับการตกของชิ้นส่วนจรวดที่ปลอดภัย
  • โครงการท่าอวกาศยานถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้เล่นในเศรษฐกิจอวกาศโลก ซึ่งจะช่วยสร้างงาน ดึงดูดการลงทุน และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
  • แผนการพัฒนาจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณ โดยมีเป้าหมายเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ภายใน 5-10 ปี เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศของภูมิภาค

กระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น หลังบริษัทสตาร์ทอัพด้านอวกาศของอินเดีย "Skyroot Aerospace" ประสบความสำเร็จในการส่งจรวด Vikram-1 ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ กลายเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของอินเดียที่พัฒนาจรวดระดับ Orbital Class ได้สำเร็จ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงศักยภาพของบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ โดยเฉพาะ "ท่าอวกาศยาน" (Spaceport) ที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศในระดับประเทศ

 

GISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ระบุว่า ความสำเร็จของอินเดียเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศอย่างจริงจัง ผ่านการใช้ทรัพยากร ความรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวกของภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของเอกชน จนสามารถแข่งขันในตลาดอวกาศโลกได้ในปัจจุบัน

 

ท่าอวกาศยาน ไม่ใช่แค่ฐานปล่อยจรวด

 

GISTDA อธิบายว่า "ท่าอวกาศยาน" มีความหมายกว้างกว่าลานปล่อยจรวด เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรสำหรับการนำส่งภารกิจอวกาศ ประกอบด้วยอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม ระบบจัดเก็บและจ่ายเชื้อเพลิง ศูนย์ควบคุมภารกิจ สถานีภาคพื้นดิน ระบบขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้การปล่อยจรวดและยานอวกาศดำเนินไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ปัจจุบัน ประเทศที่เป็นผู้นำด้านอวกาศต่างมีท่าอวกาศยานขนาดใหญ่ เช่น ศูนย์อวกาศเคนเนดีของสหรัฐฯ ศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวนของจีน ไบโคนูร์ของรัสเซีย และศูนย์อวกาศเกียนาของยุโรป ซึ่งล้วนตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงเหวี่ยงของการหมุนรอบตัวเองของโลก ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งจรวดเข้าสู่วงโคจร

 

ไทยลุ้นมี Spaceport แห่งแรกอาเซียน GISTDA ชี้ศักยภาพสู่เศรษฐกิจอวกาศโลก

 

ไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ รองรับการสร้าง Spaceport

 

สำหรับประเทศไทย GISTDA มองว่ามีศักยภาพโดดเด่นจากทำเลที่ตั้งใกล้เส้นศูนย์สูตร และมีแนวชายฝั่งทะเลยาวทางภาคใต้ที่เปิดสู่ทะเล อีกทั้งยังสามารถใช้อ่าวไทยเป็นพื้นที่รองรับการตกของชิ้นส่วนจรวด (Drop Zone) ได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อประชาชนและชุมชนโดยรอบ จึงถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

 

ด้วยเหตุนี้ GISTDA จึงได้ร่วมกับบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งท่าอวกาศยานของประเทศไทย โดยผลการศึกษาพบว่า โครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติ ทั้งการสร้างงาน การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านอวกาศ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนสร้างผลกระทบเชิงบวก (Spillover Effect) ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ของประเทศ

 

ชูโมเดล PPP ลดภาระงบประมาณรัฐ

ข้อมูลจาก GISTDA ระบุว่า ศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เสนอแนวทางให้โครงการท่าอวกาศยานไทยดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศในระยะยาว

 

โรดแมปการพัฒนาท่าอวกาศยานไทยถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ช่วง 1-2 ปีแรกเป็นการศึกษาความเป็นไปได้และผลักดันกฎหมายกิจการอวกาศ ช่วงปีที่ 3-5 จะเริ่มคัดเลือกพื้นที่ เปิดประมูล และก่อสร้าง พร้อมทดสอบเที่ยวบินแบบ Sub-orbital ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 3 ภายใน 5-10 ปี ซึ่งจะเปิดให้บริการการนำส่งจรวดเข้าสู่วงโคจรเชิงพาณิชย์ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศของอาเซียน

 

GISTDA เดินหน้าสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศไทย

นอกจากการศึกษาท่าอวกาศยานแล้ว GISTDA ยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) ระบบบริหารจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management: STM) รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมดาวเทียม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศไทยในอนาคต

 

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือการผลักดันให้เกิดการปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและสตาร์ทอัพไทยสามารถทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีจรวดวิจัยบนแผ่นดินไทย ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการพัฒนาเทคโนโลยีการนำส่งสู่อวกาศ และจะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างอุตสาหกรรมอวกาศภายในประเทศอย่างครบวงจร

 

ในมุมมองของ GISTDA การพัฒนาท่าอวกาศยานไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ไปสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นของเศรษฐกิจอวกาศโลก ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 35 ล้านล้านบาท ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านอวกาศของภูมิภาคอาเซียน และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

กกร. ชู Reinvent Thailand ปลดล็อค SME หนุนไทยหลุดกับดักเศรษฐกิจเติบโตต่ำ

กกร. ชู Reinvent Thailand ปลดล็อค SME หนุนไทยหลุดกับดักเศรษฐกิจเติบโตต่ำ