
EU ปรับกฎคาร์บอน ผ่อนแรงภาคอุตสาหกรรมเร่งลงทุนสีเขียว
คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอปรับระบบซื้อขายคาร์บอน (ETS) ผ่อนเกณฑ์ลดการปล่อยก๊าซ พร้อมเพิ่มเงินสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีสะอาด หวังรักษาความสามารถแข่งขันควบคู่เป้าหมายลดคาร์บอน
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เสนอปรับปรุงระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU Emissions Trading System: ETS) ครั้งใหญ่ โดยผ่อนคลายข้อกำหนดด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สำหรับภาคอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มแรงจูงใจทางการเงินเพื่อเร่งการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดภายในยุโรป ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคธุรกิจที่กังวลว่าต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมกำลังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน
ETS ถือเป็นนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่สำคัญที่สุดของสหภาพยุโรป โดยกำหนดให้โรงไฟฟ้า สายการบิน และธุรกิจเดินเรือต้องซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อมีการปล่อย CO₂ พร้อมกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซโดยรวมของแต่ละภาคส่วน
การปรับปรุงระบบครั้งนี้มีเป้าหมายให้ ETS รองรับการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปจนถึงปี 2040 ซึ่งตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลง 90% เมื่อเทียบกับระดับฐาน ขณะเดียวกันก็เป็นการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องจากหลายประเทศสมาชิก เช่น อิตาลีและโปแลนด์ ที่เห็นว่ากฎระเบียบเดิมสร้างภาระต้นทุนและกระทบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยุโรป
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศรวมถึงสเปนเตือนว่า การผ่อนคลายมาตรการมากเกินไปอาจสร้างความไม่เป็นธรรมต่อบริษัทที่ลงทุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาตั้งแต่ช่วงแรก
ลดความเข้มงวดเพดานคาร์บอน
ข้อเสนอใหม่ระบุว่า อัตราการลดเพดานการปล่อยก๊าซในระบบ ETS จะถูกปรับลดจากปัจจุบัน 4.3% ต่อปีเหลือประมาณ 3.7% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2031 และลดลงเหลือ 1.7% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2036 ซึ่งจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีเวลาปรับตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังเสนอให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกนำ 50% ของรายได้จากระบบ ETSไปใช้สนับสนุนการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมในประเทศ โดยนับตั้งแต่ปี 2013 ระบบดังกล่าวสามารถสร้างรายได้สะสมแล้วกว่า 260,000 ล้านยูโร (ประมาณ 297,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
Wopke Hoekstra กรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป กล่าวว่า หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ในยุโรปมูลค่าหลายแสนล้านยูโร และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ขยายสิทธิปล่อยคาร์บอนฟรีถึงปี 2038
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การขยายระยะเวลาการจัดสรรสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจกฟรีให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและปูนซีเมนต์ จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2034 เป็นปี 2038
ภายใต้ข้อเสนอใหม่ บริษัทจะได้รับสิทธิฟรี 80% ล่วงหน้า หากมีแผนลงทุนลดการปล่อยคาร์บอนในยุโรป ส่วนอีก 20% จะได้รับเมื่อดำเนินการลงทุนตามแผนแล้ว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลให้การบังคับใช้ ภาษีคาร์บอนชายแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) กับสินค้านำเข้าเต็มรูปแบบ ถูกเลื่อนจากปี 2034 เป็นปี 2038 เช่นกัน
ตลาดคาร์บอนตอบรับ นักวิเคราะห์มองราคามีแนวโน้มลดลง
หลังการประกาศข้อเสนอ ราคาสิทธิปล่อยคาร์บอนของสหภาพยุโรปปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.39 ยูโร มาอยู่ที่ 79.58 ยูโรต่อตัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินว่าการผ่อนคลายกฎจะทำให้ราคาคาร์บอนในระยะยาวอ่อนตัวลง
Marcus Ferdinand นักวิเคราะห์จากบริษัทข้อมูลตลาดคาร์บอน Veyt ระบุว่า ข้อเสนอนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการรักษาความอยู่รอดของภาคอุตสาหกรรมยุโรป และผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดคืออุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง
เดินหน้าลดคาร์บอน ควบคู่ขยายขอบเขต ETS
แม้จะผ่อนคลายกฎบางส่วน แต่คณะกรรมาธิการยุโรปยังคงเดินหน้ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบพลังงานของสหภาพยุโรปเป็น 2 เท่า ภายในปี 2040 เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอขยายขอบเขตของระบบ ETS ให้ครอบคลุมการเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานตั้งแต่ปี 2031 เรือเดินทะเลขนาดเล็ก รวมถึงเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ออกจากยุโรปไปยังจุดหมายปลายทางในรัศมีไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ปี 2029 ซึ่งจะครอบคลุมเที่ยวบินไปยังตุรกีและตะวันออกกลาง แต่ยังไม่รวมเที่ยวบินไปยังสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน ระบบ ETS ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 40% ของการปล่อยทั้งหมดในสหภาพยุโรป และสามารถลดการปล่อยก๊าซจากภาคส่วนที่อยู่ภายใต้ระบบได้แล้ว กว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปี 2005 สะท้อนบทบาทสำคัญของ ETS ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของยุโรป แม้ว่าจะต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มขึ้นก็ตาม.







