
เปิดโผ 7 สนามบินสวยที่สุดในโลก ปี 2026 จากเวที Prix Versailles
Prix Versailles 2026 เผยรายชื่อ 7 อาคารผู้โดยสารที่สวยที่สุดในโลก จาก 5 ประเทศ โชว์สถาปัตยกรรมล้ำสมัยที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม ความยั่งยืน และนวัตกรรม จนสนามบินกลายเป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง
KEY
POINTS
- รางวัล Prix Versailles 2026 ได้ประกาศรายชื่อ 7 สนามบินที่สวยที่สุดในโลก ซึ่งคัดเลือกอาคารผู้โดยสารจาก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน เยอรมนี อินเดีย กัมพูชา และสหรัฐอเมริกา
- แนวคิดการออกแบบสนามบินยุคใหม่มุ่งเน้นการเป็นมากกว่าจุดผ่านทาง แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และความยั่งยืน เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่น
- สนามบินที่ได้รับรางวัลแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ (ภูเขา, ดอกไม้), วัฒนธรรม (งานหัตถกรรม, ปราสาทขอม) และสถาปัตยกรรมท้องถิ่น
เปิดโฉม 7 สนามบินที่สวยที่สุดในโลก ปี 2026 จากเวที Prix Versailles เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่จุดผ่านทาง แต่คือสถาปัตยกรรมระดับโลก
สนามบินในยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง "ประตูสู่การเดินทาง" อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นแลนด์มาร์กด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และความยั่งยืนที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละประเทศได้อย่างโดดเด่น
แนวคิดนี้ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อ พรี เวอร์ไซ (Prix Versailles) รางวัลด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับโลก ภายใต้การสนับสนุนของ UNESCO ประกาศรายชื่อ สนามบินที่สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2026 ซึ่งคัดเลือกอาคารผู้โดยสาร (Terminal) จำนวน 7 แห่ง จาก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน เยอรมนี อินเดีย กัมพูชา และสหรัฐอเมริกา
รายชื่อปีนี้สะท้อนให้เห็นว่า "สนามบิน" กำลังได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม แต่เป็นพื้นที่ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่สนามบินขนาดมหึมาที่รองรับผู้โดยสารหลายสิบล้านคนต่อปี ไปจนถึงสนามบินแห่งใหม่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมืองและประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ Prix Versailles ยังเตรียมคัดเลือกสนามบิน 3 แห่งจากรายชื่อทั้งหมด เพื่อรับรางวัลสูงสุดในสาขา Prix Versailles, Interior และ Exterior ในช่วงปลายปี 2026 อีกด้วย
1. ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป๋หยุน (Guangzhou Baiyun International Airport) อาคารผู้โดยสาร 3 (Terminal 3) ประเทศจีน
เมื่อสถาปัตยกรรมสะท้อนธรรมชาติแห่งหลิ่งหนาน
อาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ของสนามบินกว่างโจวไป๋หยุน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินหลักของสายการบิน China Southern Airlines ได้รับการออกแบบโดย Artelia ร่วมกับ Guangdong Architectural Design and Research Institute ภายใต้แนวคิดที่ดึงแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศและธรรมชาติของภูมิภาคหลิ่งหนาน ไม่ว่าจะเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และดอกไม้
ภายในอาคารเต็มไปด้วยพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ เพดานไม้โค้งมนประดับแผงซับเสียงรูปใบไม้ สกายไลท์ขนาดมหึมาที่เปิดรับแสงธรรมชาติ สวนสีเขียวที่ทอดยาวตลอดอาคาร และระเบียงชมวิวแบบขั้นบันไดที่เชื่อมต่อพื้นที่ต่าง ๆ อย่างกลมกลืน
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือจุดชมวิวกลางแจ้งซึ่งถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสนามบินทุกแห่งในประเทศจีน เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้ชมทิวทัศน์ของรันเวย์และการขึ้นลงของเครื่องบินอย่างใกล้ชิด
2. ท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Airport) อาคารผู้โดยสาร 3 (Terminal 3) ประเทศเยอรมนี
เมืองทั้งเมืองที่ถูกย่อส่วนไว้ภายในสนามบิน
Terminal 3 ของสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งเป็นฐานการบินหลักของ Lufthansa ถือเป็นหนึ่งในโครงการสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.3 ตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดใกล้เคียงกับย่านเมืองเก่าของแฟรงก์เฟิร์ต
สถาปนิก Christoph Mäckler เลือกใช้แนวคิด "เมืองภายในสนามบิน" โดยจัดวางพื้นที่ภายในให้เปรียบเสมือนถนน จัตุรัส และพื้นที่สาธารณะ ผู้โดยสารจึงรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเมืองมากกว่าการอยู่ภายในอาคารผู้โดยสาร
วัสดุหลักที่ใช้คือหินปูน Jura Limestone และหิน Travertine ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศหรูหราเหนือกาลเวลา ขณะที่เพดานแบบ Coffered Ceiling พร้อมช่องรับแสงธรรมชาติช่วยลดความอึดอัดของพื้นที่ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมอะลูมิเนียมสีสันสดใสแขวนอยู่เหนือโถงทางเดิน เพิ่มมิติด้านศิลปะให้กับพื้นที่สาธารณะ
3. ท่าอากาศยานนานาชาติโลกปรียา โกปินาถ บอร์โดโลย (Lokapriya Gopinath Bordoloi International Airport) อาคารผู้โดยสาร 2 (Terminal 2) ประเทศอินเดีย
ประตูสู่อัสสัมที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านงานคราฟต์พื้นเมือง
สนามบินเมืองกูวาฮาติ ซึ่งเป็นประตูสู่รัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก Nuru Karim โดยนำ "กล้วยไม้ไม้ไผ่" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาค มาใช้เป็นแรงบันดาลใจหลัก
เมื่อมองจากภายนอก อาคารมีลักษณะคล้ายต้นไม้ขนาดมหึมา เสาไม้สีทองแผ่กิ่งก้านรองรับหลังคาราวกับเรือนยอดไม้ ขณะที่ภายในโถงเช็กอิน เพดานไม้ถูกออกแบบให้สอดประสานกันเกิดเป็นแสงเงาที่งดงามคล้ายมหาวิหาร
อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญคือโถงผู้โดยสารขาเข้าที่ใช้หลังคาไม้ไผ่ทรงโค้ง เลียนแบบโครงสร้างของเรือและตะกร้าพื้นเมืองอัสสัม ขณะที่ลวดลายบนเพดานจำลองเส้นทางแม่น้ำพรหมบุตรซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาค
สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือการผสานงานศิลปะและงานหัตถกรรมของชนเผ่าท้องถิ่นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรมตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง แทนที่จะนำมาตกแต่งเพิ่มเติมในภายหลัง
4. ท่าอากาศยานนานาชาตินาวีมุมไบ (Navi Mumbai International Airport) อาคารผู้โดยสาร 1 (Terminal 1) ประเทศอินเดีย
สนามบินดอกบัวแห่งอนาคตจาก Zaha Hadid Architects
สนามบินแห่งที่สองของนครมุมไบ เปิดใช้งานในปี 2025 บนพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาใหม่ทั้งหมด
Zaha Hadid Architects ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของอินเดียผ่าน "ดอกบัว" ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกลายเป็นหัวใจของงานออกแบบทั้งอาคาร ตั้งแต่หลังคาทรงกลีบดอกบัวขนาดใหญ่ ซุ้มทางเข้า เสาทรงดอกบัว ไปจนถึงเพดานที่ค่อย ๆ คลี่ตัวออกอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่ภายในถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหลตามสไตล์ของ Zaha Hadid พร้อมผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัล ศิลปะ และกำแพงต้นไม้สีเขียวขนาดใหญ่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้โดยสาร
5. ท่าอากาศยานนานาชาติเตโช (Techo International Airport) ประเทศกัมพูชา
สนามบินแห่งใหม่ที่ตีความศิลปะเขมรผ่านงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
สนามบินนานาชาติเตโช ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนสนามบินนานาชาติพนมเปญเดิม เป็นผลงานของ Foster + Partners และนับเป็นหนึ่งในสนามบินที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของปีนี้
จุดเด่นคือหลังคาผืนเดียวขนาดมหึมาที่พลิ้วไหวต่อเนื่องตลอดอาคาร รูปทรงได้รับแรงบันดาลใจจากภาพเงาของปราสาทขอมโบราณ ขณะที่ด้านล่างของหลังคาใช้ลวดลายสานแบบเครื่องจักสานไม้ไผ่และหวาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของกัมพูชา
ภายในอาคารเปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ผ่านโครงสร้างหลังคาขนาดใหญ่ พร้อมจัดพื้นที่สีเขียวไว้ตรงกลางอาคาร โดยปลูก "ต้นลำดวน" ดอกไม้ประจำชาติของกัมพูชา เพื่อสร้างบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ
ผลลัพธ์คือสนามบินที่มีทั้งความโปร่ง โล่ง เย็นสบาย และสะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศได้อย่างชัดเจน
6. ท่าอากาศยานนานาชาติพิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh International Airport) ประเทศสหรัฐอเมริกา
สะท้อนภูเขาและผืนป่าแห่งเพนซิลเวเนีย
อาคารผู้โดยสารฝั่งภาคพื้นดินแห่งใหม่ของสนามบินพิตต์สเบิร์ก ได้รับการออกแบบโดย Gensler, HDR และ luis vidal + architects เพื่อทดแทนอาคารเดิมที่เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 1992
แนวคิดหลักคือการถ่ายทอดภูมิประเทศของเทือกเขา Allegheny Mountains ผ่านเส้นสายของหลังคาที่โค้งไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่เสาเหล็กสีแดงจำนวน 38 ต้นถูกออกแบบให้แตกกิ่งก้านคล้ายต้นไม้ ช่วยสร้างบรรยากาศราวกับอยู่ท่ามกลางผืนป่า
อีกหนึ่งจุดเด่นคือ "Petal Tunnel" อุโมงค์รูปกลีบดอกไม้ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงอุโมงค์ Fort Pitt ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองพิตต์สเบิร์ก
7. ท่าอากาศยานนานาชาติซานดิเอโก (San Diego International Airport) อาคารผู้โดยสาร 1 (Terminal 1) ประเทศสหรัฐอเมริกา
สนามบินริมอ่าวที่ผสานศิลปะ แสงธรรมชาติ และความยั่งยืน
Terminal 1 แห่งใหม่ของสนามบินซานดิเอโก เข้ามาแทนที่อาคารเดิมของสนามบินรันเวย์เดี่ยวที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ
Gensler ร่วมกับศิลปินและสถาปนิก James Carpenter ออกแบบฟาซาดกระจกโค้งยาวกว่า 244 เมตร ซึ่งช่วยกรองแสงธรรมชาติ ลดความร้อน และลดแสงสะท้อนเข้าสู่อาคาร
ภายในมีการออกแบบพื้นที่แบบไร้เสาในบริเวณโถงเช็กอิน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกโปร่งสบาย พร้อมจัดวางผลงานศิลปะขนาดใหญ่ ทั้งประติมากรรมแมงกะพรุนเรืองแสงและงานศิลป์ลอยตัวเหนือเพดานไม้ สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากสนามบินทั่วไป
นอกจากความสวยงามแล้ว การออกแบบยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ของอาคารได้ประมาณ 30% สะท้อนแนวทางการพัฒนาสนามบินยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่ไปกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
สนามบินยุคใหม่...สถาปัตยกรรมที่กลายเป็นจุดหมายปลายทาง
รายชื่อสนามบินที่ได้รับการคัดเลือกจาก Prix Versailles 2026 แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันของสนามบินในปัจจุบันไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนเที่ยวบินหรือขนาดอาคาร แต่รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ประสบการณ์ของผู้โดยสาร และการสะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นผ่านงานออกแบบ
ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจจากดอกบัว ป่าไม้ แม่น้ำ ภูเขา เครื่องจักสาน หรือสถาปัตยกรรมโบราณ ทุกสนามบินต่างเล่าเรื่องราวของเมืองและประเทศผ่านพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนหลายล้านคนได้สัมผัสในแต่ละปี จึงไม่น่าแปลกใจที่สนามบินเหล่านี้กำลังกลายเป็น "จุดหมายปลายทาง" ในตัวเอง ไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์หรือแลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรมระดับโลก
ที่มา: tatlerasia.com







