posttoday
เอเชียเข้าสู่ยุคโซลาร์ เมื่อก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่!

เอเชียเข้าสู่ยุคโซลาร์ เมื่อก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่!

17 มิถุนายน 2569

เอเชียกำลังเปลี่ยนโฉมระบบพลังงาน เมื่อโซลาร์แซงก๊าซธรรมชาติขึ้นเป็นแหล่งไฟฟ้าอันดับ 3 ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่เปลี่ยนไป และแรงกดดันสู่ Net Zero โลกใหม่ของพลังงานจึงเริ่มต้นขึ้นแล้ว

KEY

POINTS

  • พลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักในเอเชีย โดยคาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้แซงหน้าก๊าซธรรมชาติเป็นครั้งแรกในปี 2026 ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของห่วงโซ่อุปทานที่นำโดยจีนและความได้เปรียบด้านต้นทุน
  • บทบาทของก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนจาก "เชื้อเพลิงสะพาน" (Bridge Fuel) ไปสู่ "เชื้อเพลิงสำรองเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างความมั่นคงและรักษาสมดุลให้ระบบไฟฟ้า เมื่อพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้
  • การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพึ่งพาทางพลังงาน (Trading Dependencies) โดยเอเชียลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากตะวันออกกลาง แต่เพิ่มการพึ่งพาเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดจากจีนแทน

พลังงานที่เปลี่ยนผ่าน บทบาทและความท้าทายของก๊าซธรรมชาติในยุคทองของโซลาร์เซลล์แห่งเอเชีย

 

ภูมิทัศน์พลังงานของเอเชียกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงพลังงานทางเลือก กลับก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ก๊าซธรรมชาติซึ่งเคยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะ “เชื้อเพลิงสะพาน” (Bridge Fuel) สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากยุคฟอสซิลสู่ยุคพลังงานสะอาด กลับกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการแข่งขันด้านต้นทุน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน

 

จากข้อมูลวิเคราะห์ล่าสุดของ Carbon Brief และ Ember ในปี 2026 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์สามารถแซงหน้าก๊าซธรรมชาติขึ้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับสามของเอเชียได้เป็นครั้งแรก โดยในช่วง 12 เดือนสิ้นสุดเดือนเมษายน 2026 โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1,727 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) สูงกว่าก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ 1,711 TWh ขณะที่ถ่านหินและพลังน้ำยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของทวีปด้วยสัดส่วนประมาณ 52% และ 12% ตามลำดับ

 

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงสถิติใหม่ของอุตสาหกรรมไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่ากลยุทธ์การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในฐานะพลังงานหลักช่วงเปลี่ยนผ่านกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุดของโลก

 

เอเชียเข้าสู่ยุคโซลาร์ เมื่อก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่!

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์คือความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งปัจจุบันครองบทบาทศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโซลาร์เซลล์โลก ทั้งในด้านการผลิตเวเฟอร์ เซลล์ และแผงโซลาร์ จีนเป็นผู้ขับเคลื่อนการเติบโตของโซลาร์ในเอเชียถึงประมาณสามในสี่นับตั้งแต่ปี 2020 และยังเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีสำคัญให้กับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของโซลาร์เซลล์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความไม่มั่นคงของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สงครามรัสเซีย–ยูเครน ไปจนถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความกังวลเกี่ยวกับเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามต่อความมั่นคงของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและ LNG มากขึ้น

 

ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดพลังงานโลกเผชิญความกังวลจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง จีนมียอดส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 39 กิกะวัตต์ (GW) เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากระดับปกติ สะท้อนว่าหลายประเทศกำลังเร่งลงทุนในพลังงานที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงนำเข้า

 

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงยุทธศาสตร์คือ เอเชียไม่ได้กำลังหลุดพ้นจากการพึ่งพาภายนอกโดยสมบูรณ์ แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบของการพึ่งพา จากเดิมที่ต้องพึ่งพาประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซในตะวันออกกลาง ไปสู่การพึ่งพาประเทศผู้ควบคุมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและห่วงโซ่อุปทานการผลิตอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนแทน ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Trading Dependencies” หรือการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพา ซึ่งกลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงานรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21

 

อีกกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือปากีสถาน ซึ่งกำลังเผชิญการเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบโซลาร์รูฟท็อปทั่วประเทศ ภายใต้สภาวะที่ค่าไฟฟ้าจากระบบส่วนกลางปรับตัวสูงขึ้นและเผชิญข้อจำกัดด้านความมั่นคงของเชื้อเพลิง ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยตนเอง ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าจากระบบส่วนกลางชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) กำลังกลายเป็นทางเลือกที่มีความน่าสนใจทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

เอเชียเข้าสู่ยุคโซลาร์ เมื่อก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่!

 

ในอีกด้านหนึ่ง ก๊าซธรรมชาติกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ก๊าซจะถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดกว่าถ่านหิน และมีความยืดหยุ่นในการเดินเครื่องสูง แต่ความผันผวนด้านราคาและความไม่แน่นอนของอุปทานได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

 

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า หลังวิกฤตยูเครนในช่วงปี 2022–2023 โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซในเอเชียรวมกว่า 81 กิกะวัตต์ถูกยกเลิกหรือเลื่อนการตัดสินใจลงทุนออกไป เนื่องจากความไม่แน่นอนของต้นทุนเชื้อเพลิงและความเสี่ยงด้านอุปทาน นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนกังหันก๊าซในตลาดโลกยังกลายเป็นคอขวดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโครงการในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ความท้าทายที่สำคัญยิ่งกว่าคือประเด็นเรื่อง “สินทรัพย์ด้อยค่า” หรือ Stranded Assets ซึ่งกำลังปรากฏชัดขึ้นในอุตสาหกรรมก๊าซ แม้กำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าก๊าซในเอเชียจะเพิ่มขึ้นราว 22% ระหว่างปี 2019-2024 แต่ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจริงกลับเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 6% เท่านั้น สะท้อนว่าโรงไฟฟ้าจำนวนมากถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับพลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนการผลิตส่วนเพิ่มใกล้ศูนย์ได้อีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม การมองว่าก๊าซธรรมชาติจะหายไปจากระบบพลังงานโดยสิ้นเชิงอาจเป็นการประเมินที่เร็วเกินไป เพราะข้อจำกัดสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมยังคงอยู่ที่ความไม่สม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้า เมื่อดวงอาทิตย์ตกหรือกระแสลมลดลง ระบบไฟฟ้ายังคงต้องการแหล่งพลังงานที่สามารถจ่ายไฟได้ทันทีเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย

 

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซ เช่น สถานีรับ LNG และระบบท่อส่ง แม้จะทราบว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนในหลายกรณีแล้วก็ตาม การลงทุนเหล่านี้จึงไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรจากการเดินเครื่องเต็มกำลังอีกต่อไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้าง “เบี้ยประกันความมั่นคง” ให้กับระบบไฟฟ้า

 

จีนและไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดดังกล่าว แม้จะมีการเร่งขยายกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างมหาศาล แต่ทั้งสองพื้นที่ยังคงรักษาบทบาทของก๊าซธรรมชาติไว้ในฐานะเชื้อเพลิงสร้างสมดุล (Balancing Fuel) เพื่อรองรับความผันผวนของระบบไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาถ่านหินมากเกินไป

 

ในระดับโลก แนวโน้มเดียวกันกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจาก Ember ระบุว่าในเดือนเมษายน 2026 พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 531 TWh มากกว่าก๊าซธรรมชาติซึ่งผลิตได้ 477 TWh เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก และคิดเป็นสัดส่วน 22% ของการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก เทียบกับ 20% ของก๊าซธรรมชาติ

 

เอเชียเข้าสู่ยุคโซลาร์ เมื่อก๊าซธรรมชาติกำลังเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่!

 

นอกจากนี้ ในปี 2025 เพียงปีเดียว พลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกเติบโตถึง 636 TWh หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้สำหรับแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักใด ๆ และสามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าใหม่ของโลกได้ถึง 75% ของการเติบโตทั้งหมดในปีนั้น

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว บทบาทของก๊าซธรรมชาติในอีกหนึ่งถึงสองทศวรรษข้างหน้าจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงจาก “เชื้อเพลิงแห่งการเติบโต” ไปสู่ “เชื้อเพลิงสำรองเชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้น ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวขึ้นเป็นกระแสหลักของระบบไฟฟ้าเอเชียอย่างแท้จริง

 

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุน ข้อสรุปสำคัญที่สุดคือ ความมั่นคงทางพลังงานในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงการมีเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยี พื้นที่จัดเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นด้วยเช่นกัน

 

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่จุดจบของก๊าซธรรมชาติ หากแต่เป็นการปรับบทบาทครั้งใหญ่จากพระเอกของระบบไฟฟ้าไปสู่ผู้รักษาสมดุลเบื้องหลังฉาก ขณะที่โซลาร์เซลล์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงหลักของภูมิทัศน์พลังงานเอเชียในศตวรรษที่ 21 และเป็นหัวใจสำคัญของเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero ที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก QTRic-qBraid สหรัฐฯ ลงนาม MOU ดันไทยฮับควอนตัมภูมิภาค

ทรู ผนึก QTRic-qBraid สหรัฐฯ ลงนาม MOU ดันไทยฮับควอนตัมภูมิภาค