posttoday
วิกฤตพลังงานเปลี่ยนโลก จากนิวเคลียร์ถึงโซลาร์ ส่องวิชาเอาตัวรอดของนานาชาติ

วิกฤตพลังงานเปลี่ยนโลก จากนิวเคลียร์ถึงโซลาร์ ส่องวิชาเอาตัวรอดของนานาชาติ

28 พฤษภาคม 2569

สำรวจมาตรการกู้วิกฤตพลังงานของญี่ปุ่น จีน อินเดีย EU และสหรัฐฯ หลังความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่านดันราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก

KEY

POINTS

  • วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ทั่วโลกเปลี่ยนจากการเน้นพลังงานราคาถูกมาให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” และการพึ่งพาตนเอง
  • นานาชาติปรับใช้นโยบายพลังงานที่หลากหลายเพื่อเอาตัวรอด เช่น ญี่ปุ่นหันกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์ จีนและอินเดียเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนมหาศาล ขณะที่ยุโรปและสหรัฐฯ ผลักดันพลังงานสะอาดเพื่อลดการนำเข้า
  • เป้าหมายร่วมกันคือการสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ โดยเร่งลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือกภายในประเทศ ตั้งแต่โซลาร์ ลม ไปจนถึงนิวเคลียร์และไฮโดรเจน

วิกฤตพลังงานโลกในช่วงปี 2025–2026 รุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยเฉพาะการเผชิญหน้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความตึงเครียดทางทหาร การโจมตีเรือ และการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือบางช่วง ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง หลายประเทศเริ่มกังวลเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” มากกว่าที่เคย เพราะน้ำมันโลกประมาณ 20% ต้องผ่านช่องแคบนี้

 

ผลกระทบดังกล่าวทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องเร่งออกมาตรการกู้วิกฤตพลังงาน ทั้งการหาพลังงานทางเลือก การเพิ่มกำลังผลิตภายในประเทศ การอุดหนุนค่าไฟ และการเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานครั้งใหญ่

 

วิกฤตพลังงานเปลี่ยนโลก จากนิวเคลียร์ถึงโซลาร์ ส่องวิชาเอาตัวรอดของนานาชาติ

 

ญี่ปุ่น กลับมาใช้นิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพา LNG

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปราะบางด้านพลังงานมากที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะนำเข้าพลังงานมากกว่า 80% ของการใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันจากตะวันออกกลาง หลังสงครามและความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย ราคาก๊าซและน้ำมันพุ่งสูงจนกระทบค่าไฟและต้นทุนอุตสาหกรรมทั่วประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเร่งเปลี่ยนนโยบายพลังงานครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการ “รีสตาร์ตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ที่เคยถูกลดบทบาทหลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะปี 2011

 

รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมามีสัดส่วนประมาณ 20–22% ของการผลิตไฟฟ้าภายในปี 2030 เพื่อช่วยลดการนำเข้า LNG ข้อมูลจาก U.S. Energy Information Administration (EIA) ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้า LNG รายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก และการเดินเครื่องนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความต้องการก๊าซนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป ระบบแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีไฮโดรเจน รัฐบาลยังส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม เช่น การลดการใช้ไฟในช่วงพีค และสนับสนุนอาคารประหยัดพลังงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศในช่วงราคาพลังงานโลกผันผวน

 

วิกฤตพลังงานเปลี่ยนโลก จากนิวเคลียร์ถึงโซลาร์ ส่องวิชาเอาตัวรอดของนานาชาติ

 

จีน พลังงานสะอาดเติบโตมหาศาล แต่ยังใช้ถ่านหินค้ำระบบ

แดนมังกรใช้ยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากประเทศตะวันตก โดยเน้น “ความมั่นคงพลังงาน” ควบคู่กับการลดคาร์บอน หลังวิกฤตราคาน้ำมันและก๊าซโลก จีนมองว่าการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากเกินไปเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ จึงเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศอย่างมหาศาล

 

ในปี 2025 จีนเพิ่มกำลังผลิตพลังงานลมและโซลาร์มากกว่า 430 กิกะวัตต์ (GW) ทำให้กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนรวมสูงกว่า 1,800 GW และคิดเป็นมากกว่า 60% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของจีนผลิตได้ราว 4 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าการใช้ไฟฟ้ารวมของสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม จีนยังไม่เลิกใช้ถ่านหิน เพราะรัฐบาลมองว่าถ่านหินยังจำเป็นต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่ต่อเนื่อง ในไตรมาสแรกของปี 2025 จีนยังอนุมัติโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่อีก 11.29 GW แต่ในอีกด้านหนึ่ง การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของจีนกลับเริ่มลดลงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี เพราะพลังงานสะอาดเติบโตเร็วกว่าอัตราการใช้ไฟฟ้า

 

รัฐบาลจีนยังเร่งพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ เช่น โครงการ Coal Rock Gas ของ PetroChina ซึ่งตั้งเป้าผลิตก๊าซได้ถึง 30 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2035 เพื่อช่วยลดการนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางและรัสเซีย

 

วิกฤตพลังงานเปลี่ยนโลก จากนิวเคลียร์ถึงโซลาร์ ส่องวิชาเอาตัวรอดของนานาชาติ

 

อินเดีย ใช้พลังงานสีเขียวลดภาระนำเข้าน้ำมัน

อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานโลก เพราะนำเข้าน้ำมันมากกว่า 85% ของการบริโภคทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ค่าเงินเฟ้อและต้นทุนขนส่งในประเทศเพิ่มขึ้นทันที รัฐบาลอินเดียจึงเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อสร้าง “Energy Independence” หรือความพึ่งพาตนเองทางพลังงาน


หนึ่งในโครงการสำคัญคือ National Green Hydrogen Mission ซึ่งรัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อผลักดันให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิต “ไฮโดรเจนสีเขียว” ของโลก อินเดียตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 และเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็น 500 GW ภายในปีเดียวกัน

 

อินเดียยังเร่งขยายโครงการโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบันอินเดียเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และพลังงานหมุนเวียนเริ่มมีสัดส่วนเกินครึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมดของประเทศในปี 2025

 

แม้อินเดียยังต้องใช้ถ่านหินจำนวนมากในการผลิตไฟฟ้า แต่รัฐบาลมองว่า การลงทุนด้านพลังงานสะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตน้ำมันโลกในระยะยาว และช่วยให้อินเดียสามารถรองรับความต้องการพลังงานของประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนได้อย่างมั่นคง

 

วิกฤตพลังงานเปลี่ยนโลก จากนิวเคลียร์ถึงโซลาร์ ส่องวิชาเอาตัวรอดของนานาชาติ

 

สหภาพยุโรป เร่งลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

EU ได้รับผลกระทบหนักตั้งแต่สงครามรัสเซีย–ยูเครน และสถานการณ์ตะวันออกกลางยิ่งทำให้ปัญหาพลังงานรุนแรงขึ้น ยุโรปจึงเร่งดำเนินยุทธศาสตร์ REPowerEU เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรัสเซีย

 

ข้อมูลจาก European Commission ระบุว่า สัดส่วนการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียของ EU ลดลงจาก 45% ในปี 2021 เหลือเพียง 19% ในปี 2024 ขณะที่การนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียลดลงจาก 27% เหลือเพียง 3% และการนำเข้าถ่านหินจากรัสเซียลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

 

EU หันไปนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ และประเทศอื่นแทน โดยในปี 2025 LNG คิดเป็น 46% ของการนำเข้าก๊าซทั้งหมดของยุโรป และสหรัฐฯ กลายเป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดให้ยุโรป โดยมีสัดส่วนถึง 58% ของ LNG ทั้งหมดที่ยุโรปนำเข้า

 

ในด้านพลังงานสะอาด ยุโรปเร่งขยายพลังงานลมและโซลาร์อย่างมาก จนในปี 2025 พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 47.3% ของไฟฟ้าทั้งหมดใน EU โดยพลังงานลมมีสัดส่วนสูงสุด 37.5% และโซลาร์เติบโตเร็วที่สุด เพิ่มขึ้นถึง 24.6% ภายในปีเดียว

 

หลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศสและ เดนมาร์กยังเพิ่มงบสนับสนุนพลังงานสะอาด ระบบแบตเตอรี่ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อให้ระบบพลังงานสามารถรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

วิกฤตพลังงานเปลี่ยนโลก จากนิวเคลียร์ถึงโซลาร์ ส่องวิชาเอาตัวรอดของนานาชาติ

 

สหรัฐอเมริกา ใช้กฎหมายเศรษฐกิจสีเขียวสร้างความมั่นคงพลังงาน

สหรัฐอเมริกาแม้จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของโลก แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งกับอิหร่าน รัฐบาลสหรัฐฯ จึงใช้ทั้งมาตรการด้านพลังงานและเศรษฐกิจเพื่อควบคุมต้นทุนพลังงานและรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรม

 

มาตรการสำคัญที่สุดคือ Inflation Reduction Act (IRA) ซึ่งถือเป็นกฎหมายพลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยสนับสนุนการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ไฮโดรเจนสะอาด โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า

 

งานวิจัยจากสถาบันพลังงานและมหาวิทยาลัยหลายแห่งประเมินว่า IRA อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯ ได้ 43–48% จากระดับปี 2005 ภายในปี 2035 นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังช่วยเร่งการลงทุนด้านไฮโดรเจนสะอาดและเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน โดยทำให้ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซภายในประเทศ และใช้คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านราคาในช่วงวิกฤต รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย เพราะหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งหมด

 

โดยภาพรวม วิกฤตพลังงานครั้งนี้ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเปลี่ยนแนวคิดด้านพลังงานอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้น “พลังงานราคาถูก” ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” และ “การพึ่งพาตนเอง” มากขึ้น ประเทศต่าง ๆ แม้จะใช้วิธีแตกต่างกัน แต่ทุกประเทศกำลังเร่งสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นต่อสงคราม วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดโลกในอนาคตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

 

ข่าวล่าสุด

ไทยทำได้! ส่ง “Lab-on-a-chip” ขึ้นสถานีอวกาศ ต่อยอดวิจัย "ยารักษามะเร็ง"

ไทยทำได้! ส่ง “Lab-on-a-chip” ขึ้นสถานีอวกาศ ต่อยอดวิจัย "ยารักษามะเร็ง"