
นายกฯ อนุทิน นำทีมไทยแลนด์ถก 5 ยักษ์ฝรั่งเศส ดันลงทุนอุตฯ อนาคต
นายกฯ นำทีมไทยแลนด์โรดโชว์ปารีส ถก 5 บิ๊กรวมแอร์บัส-เอสซีลอร์ ดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าไทย รับเทรนด์ย้ายห่วงโซ่อุปทานโลก
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีนำคณะเจรจากับ 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส เพื่อดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- การลงทุนที่สำคัญประกอบด้วยการตั้งศูนย์การบินดิจิทัล, ฐานการผลิตแว่นตาอัจฉริยะ (AI Glasses), และโรงงานวัสดุสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
- มีการเสนอความร่วมมือเพื่อยกระดับความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศ และพัฒนาระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID) ของภาครัฐ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมไทยแลนด์ชุดใหญ่ เดินทางไปฝรั่งเศส เพื่อร่วมประชุมโต๊ะกลมกับผู้บริหารระดับสูงจาก 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส
เพื่อดึงเทคโนโลยีและเครือข่ายอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาต่อยอดฐานการผลิตของไทย ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Dynamic) ครั้งใหญ่
สำหรับการเจาะลึกพันธมิตรทั้ง 5 รายในรอบนี้ มีมิติความร่วมมือและรายละเอียดแยกรายอุตสาหกรรม ดังนี้:
1. Airbus: ดันไทยสู่ศูนย์ดิจิทัลการบินและบุคลากรอากาศยานสมัยใหม่
Airbus Group SE ผู้นำด้านอากาศยานและระบบป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของยุโรป ซึ่งปักหลักในไทยมานานกว่า 40 ปี เตรียมใช้ประเทศไทยเป็น ศูนย์ปฏิบัติการสำคัญนอกประเทศฝรั่งเศส เพื่อสนับสนุนระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) พร้อมแผนเพิ่มจำนวนวิศวกรเฉพาะทางในไทยจาก 160 คน เป็นมากกว่า 200 คน รวมถึงร่วมมือพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
2. EssilorLuxottica: ปักหมุดฐานผลิตแว่นตาอัจฉริยะ "AI Glasses"
ยักษ์ใหญ่ด้านเลนส์และแว่นตาระดับโลก (เจ้าของแบรนด์ Ray-Ban และ Oakley) ที่เคยลงทุนในไทยรวมกว่า 16,000 ล้านบาท เล็งเห็นศักยภาพแรงงานฝีมือไทย ตัดสินใจขยายการลงทุนครั้งสำคัญในการผลิต แว่นตาอัจฉริยะ (AI Glasses) ที่ผสานระบบอิเล็กทรอนิกส์ไฮเอนด์ สั่งการด้วยเสียง สามารถบันทึกภาพ/เสียง และเชื่อมต่อกับระบบผู้ช่วย AI เพื่อแปลภาษาได้ทันที รองรับตลาดโลกที่กำลังเติบโตก้าวกระโดด
3. Imerys: เติมเต็มซัพพลายเชนแบตเตอรี่ EV ด้วยวัสดุขั้นสูง
Imerys S.A. ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดโลกกว่า 50% ในกลุ่มวัสดุกราไฟต์และ Conductive Carbon Black (สารตัวนำไฟฟ้าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานชาร์จเร็ว) โดยไทยได้ใช้ข้อได้เปรียบของการเป็นฐานผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เชิญชวนบริษัทเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตวัสดุขั้นสูงดังกล่าว เพื่อเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของไทยให้ครบวงจร
4. Thales: เสริมความมั่นคงดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานไซเบอร์
Thales Group ผู้นำเทคโนโลยีกลาโหม อวกาศ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ระดับโลก ได้นำเสนอแนวทางการจับมือกับรัฐบาลไทยเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์และระบบโครงข่ายความปลอดภัยดิจิทัลระดับชาติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย
5. IN Groupe: เปิดทางความร่วมมือ Digital ID ภาครัฐยุคใหม่
ผู้เชี่ยวชาญระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของรัฐบาลฝรั่งเศส เข้ามานำเสนอเทคโนโลยี Biometrics (การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล) และระบบ Digital ID รุ่นใหม่สำหรับภาครัฐ ซึ่งความร่วมมือนี้จะช่วยดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการทดสอบและผลิตระบบ Secure ID (ระบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยสูง) เพื่อส่งออกและให้บริการในกลุ่มประเทศ CLMV และภูมิภาคอาเซียน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า
"การหารือครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากฝรั่งเศสไม่ได้มองไทยเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตอีกต่อไป แต่เขามองเราเป็น 'หุ้นส่วนยุทธศาสตร์' (Strategic Partner) ในการสร้าง Supply Chain ใหม่ของภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่" นายนฤตม์ กล่าวสรุป
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยสถิติล่าสุดระบุว่า ในช่วงปี 2564 ถึงไตรมาสแรกของปี 2569 มีโครงการลงทุนจากฝรั่งเศสยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอแล้วถึง 93 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 29,208 ล้านบาท โดยมีแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Michelin, TotalEnergies, Valeo และ Safran ร่วมปักหมุดลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอยู่ก่อนแล้ว
สำหรับทีมไทยแลนด์ชุดใหญ่ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์







