posttoday
Net Billing ทางสายกลางของพลังงานสะอาดและความเป็นธรรมของค่าไฟ?

Net Billing ทางสายกลางของพลังงานสะอาดและความเป็นธรรมของค่าไฟ?

15 พฤษภาคม 2569

Net Billing คือระบบรับซื้อไฟโซลาร์ส่วนเกินที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างพลังงานสะอาด ค่าไฟที่เป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ

KEY

POINTS

  • Net Billing คือนโยบายที่ภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์ในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของระบบ (เช่น 2.20 บาท/หน่วย) ซึ่งต่ำกว่าราคาขายปลีกที่ประชาชนซื้อจากการไฟฟ้า
  • ถูกมองว่าเป็นแนวทางที่สร้าง "ความเป็นธรรม" เพราะช่วยป้องกันการผลักภาระต้นทุนโครงข่ายไฟฟ้าส่วนกลางไปให้ผู้ใช้ไฟรายอื่นที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์
  • เป็นทางสายกลางที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพลังงานสะอาดให้ประชาชนลดค่าไฟ กับการรักษาเสถียรภาพต้นทุนของระบบไฟฟ้าโดยรวมสำหรับทุกคน

จากกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก “โซลาร์เซลล์ภาคประชาชน” กำลังกลายเป็นหนึ่งในความหวังสำคัญของประเทศไทยในการลดค่าไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสร้างระบบพลังงานที่สะอาดมากขึ้น หลายครัวเรือนเริ่มติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในเวลากลางวัน

 

ขณะที่ภาครัฐเองก็พยายามออกแบบนโยบายเพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “รูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน” จากภาคประชาชน ซึ่งมีแนวทางหลักอยู่ 2 ระบบ ได้แก่ “Net Billing” และ “Net Metering”

 

แม้ทั้งสองระบบจะมีเป้าหมายคล้ายกัน คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถส่งไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้ แต่กลไกการคำนวณกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้ติดตั้งโซลาร์ ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ตลอดจนต้นทุนของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ

 

ระบบ “Net Metering” คือ

รูปแบบที่หลายประเทศใช้เพื่อเร่งการเติบโตของพลังงานสะอาด โดยเปิดให้ประชาชนสามารถ “หักลบหน่วยไฟฟ้า” ที่ผลิตได้กับไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1 กล่าวคือ หากบ้านหลังหนึ่งผลิตไฟฟ้าส่วนเกินส่งกลับเข้าระบบ 100 หน่วย ก็สามารถนำไปหักกับค่าไฟฟ้าที่ใช้ในช่วงเวลาอื่นได้ 100 หน่วยเต็ม ทำให้มูลค่าของไฟฟ้าที่ขายคืนมีราคาเทียบเท่ากับค่าไฟฟ้าขายปลีก ระบบนี้ช่วยจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์มากขึ้น เพราะยิ่งผลิตได้มากก็ยิ่งลดค่าไฟได้มาก

 

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า Net Metering อาจทำให้ต้นทุนบางส่วนของระบบไฟฟ้า เช่น ค่าบำรุงรักษาสายส่ง ค่าความมั่นคงของระบบ และต้นทุนสำรองไฟ ถูกผลักภาระไปยังประชาชนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์แทน

 

ในทางกลับกัน “Net Billing” ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยกำลังผลักดัน ใช้วิธีแยกการ “ซื้อ” และ “ขาย” ไฟฟ้าออกจากกันอย่างชัดเจน ประชาชนยังคงซื้อไฟฟ้าจากระบบในอัตราค่าไฟปกติ แต่ไฟฟ้าส่วนเกินที่ส่งคืนเข้าระบบจะได้รับการรับซื้อในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของระบบไฟฟ้า ไม่ใช่ราคาขายปลีกเต็มจำนวน ปัจจุบันโครงการโซลาร์ภาคประชาชนของไทยกำหนดราคารับซื้อไว้ที่ประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย ขณะที่ค่าไฟฟ้าขายปลีกเฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ราว 4–5 บาทต่อหน่วย

 

ความแตกต่างนี้ทำให้ Net Billing ถูกมองว่า “สมดุลกว่า” ในมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย เพราะแม้จะยังส่งเสริมให้ประชาชนลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อใช้ไฟเอง แต่ก็ไม่ทำให้ต้นทุนของระบบไฟฟ้าถูกโยนไปยังผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่นมากเกินไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ติดตั้งโซลาร์ยังคงได้รับประโยชน์จากการประหยัดค่าไฟในช่วงที่ใช้ไฟจากแสงอาทิตย์โดยตรง ซึ่งเป็นช่วงที่คุ้มค่าที่สุด ขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินที่ส่งเข้าระบบก็ยังมีมูลค่าและสามารถสร้างรายได้เสริมได้ แม้อาจไม่สูงเท่าระบบ Net Metering

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากมองว่า แนวคิดนี้สะท้อนหลัก “ความเป็นธรรมด้านพลังงาน” หรือ Energy Equity เพราะระบบไฟฟ้าไม่ได้มีเพียงต้นทุนการผลิตไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงต้นทุนโครงข่าย ระบบสำรองไฟ และการบริหารเสถียรภาพของประเทศ หากผู้ใช้ไฟบางกลุ่มสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันโดยจ่ายน้อยลงมาก อาจทำให้ต้นทุนส่วนที่เหลือตกไปอยู่กับประชาชนที่ไม่มีศักยภาพติดตั้งโซลาร์ เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย ผู้เช่าอาคาร หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะกับการติดตั้งแผงโซลาร์

 

ภาพจากเพจกระทรวงพลังงาน

 

ด้านฝ่ายสนับสนุน Net Metering ก็โต้แย้งว่า การให้เครดิตไฟฟ้าแบบเต็มมูลค่าจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดได้เร็วกว่า ลดการปล่อยคาร์บอน และกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าจากระบบรวมศูนย์ไปสู่ประชาชนมากขึ้น องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Greenpeace Thailand เคยเสนอให้ไทยพิจารณาระบบ Net Metering เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในระดับครัวเรือนและลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่

 

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ระบบใดดีที่สุด” แต่คือ “ระบบใดเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมากที่สุด” เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างค่าไฟ ระบบสายส่ง และภาระต้นทุนที่แตกต่างกัน ประเทศไทยยังต้องรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง

 

ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชนในรูปแบบ Net Billing โดยกำหนดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 10 ปี และจำกัดกำลังผลิตไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนพลังงานสะอาดกับการรักษาเสถียรภาพต้นทุนของระบบไฟฟ้า

 

ทำไม Net Billing จึงเป็นธรรมกับทุกฝ่าย?

 

“Net Billing” ถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ “เป็นธรรมกับทุกฝ่าย” เพราะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพลังงานสะอาด การดูแลต้นทุนระบบไฟฟ้า และความเท่าเทียมของผู้ใช้ไฟทุกกลุ่มในสังคม

 

ในอดีต ระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินแบบ “Net Metering” เปิดโอกาสให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1 กล่าวคือ หากผลิตไฟฟ้าส่งกลับเข้าระบบ 1 หน่วย ก็สามารถนำไปหักค่าไฟได้เต็มมูลค่าเท่ากับราคาขายปลีก แม้จะช่วยจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์มากขึ้น แต่ก็ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” เพราะค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายจริง ไม่ได้มีเฉพาะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าดูแลสายส่ง ระบบสำรองไฟ และต้นทุนรักษาเสถียรภาพของประเทศด้วย

 

เมื่อผู้ติดตั้งโซลาร์สามารถลดภาระค่าไฟลงได้มากจากการหักลบแบบเต็มจำนวน ต้นทุนบางส่วนของระบบจึงอาจถูกเฉลี่ยไปยังผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีโอกาสติดตั้งโซลาร์เซลล์ เช่น ผู้เช่าบ้าน คนรายได้น้อย หรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่ไม่เหมาะกับการติดตั้งแผงโซลาร์

 

ขณะที่ “Net Billing” ใช้หลักการแยกระหว่าง “ไฟฟ้าที่ซื้อ” กับ “ไฟฟ้าที่ขายคืน” อย่างชัดเจน ประชาชนยังคงซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าในอัตราปกติ แต่ไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จะถูกรับซื้อในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของระบบไฟฟ้า วิธีนี้ทำให้ผู้ติดตั้งโซลาร์ยังคงได้รับประโยชน์จากการลดค่าไฟในช่วงที่ใช้ไฟเองจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงที่คุ้มค่าที่สุด ขณะเดียวกัน ระบบไฟฟ้าของประเทศก็ยังมีรายได้เพียงพอสำหรับดูแลโครงสร้างพื้นฐานและรักษาความมั่นคงของไฟฟ้าให้กับทุกคน

 

จุดสำคัญคือ Net Billing ไม่ได้ปิดกั้นการเติบโตของพลังงานสะอาด แต่พยายามทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่าง “สมดุล” กล่าวคือ

  • ประชาชนยังสามารถลงทุนโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟได้
  • ระบบไฟฟ้ายังคงมีเสถียรภาพและมีต้นทุนที่บริหารจัดการได้
  • และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์ก็ไม่ต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มมากเกินไป

 

ในมุมของนโยบายพลังงาน หลายประเทศเริ่มหันมาศึกษาหรือปรับใช้ Net Billing มากขึ้น เพราะมองว่าเป็นแนวทางที่สะท้อน “ต้นทุนจริง” ของระบบไฟฟ้า และช่วยให้การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเดินหน้าไปพร้อมกับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม

 

ดังนั้น เหตุผลที่ Net Billing ถูกมองว่า “เป็นธรรมกับทุกฝ่าย” จึงไม่ใช่เพราะให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เพราะพยายามออกแบบระบบที่ทำให้ทั้งผู้ติดตั้งโซลาร์ ผู้ใช้ไฟทั่วไป และระบบไฟฟ้าของประเทศ สามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

เปิดโผ "วตท. 38" รวมขุนพลเศรษฐกิจ-ตลาดทุน-ภาครัฐ ตัวจริงระดับประเทศ

เปิดโผ "วตท. 38" รวมขุนพลเศรษฐกิจ-ตลาดทุน-ภาครัฐ ตัวจริงระดับประเทศ