
หาคำตอบ “ค่าไฟก้าวหน้า” ลดภาระหรือเพิ่มความเหลื่อมล้ำกันแน่?
ค่าไฟก้าวหน้าถูกวางเป็นนโยบายเพื่อความยั่งยืน แต่ในความจริง คนจำนวนมากไม่มีทางเลือก ต้องใช้ไฟเพื่ออยู่รอด ขณะที่ต้นทุนกลับถูกผลักมาที่ประชาชน
KEY
POINTS
- นโยบายค่าไฟก้าวหน้าอาจสร้างความไม่เป็นธรรมต่อครัวเรือนที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก เช่น บ้านที่มีผู้สูงอายุหรือเด็ก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีรายได้สูงเสมอไป
- ทางออกอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีข้อจำกัดสูง ทั้งในด้านการเงินที่ต้องลงทุนหรือกู้ยืม และข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น ประเภทที่อยู่อาศัย (คอนโด, อพาร์ตเมนต์) หรือสภาพหลังคา ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้
- นโยบายนี้อาจเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างการจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้น หรือการเป็นหนี้เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ที่สามารถลงทุนได้และผู้ที่ไม่สามารถทำได้
ช่วงนี้หลายคนคงเริ่มได้ยินเรื่องค่าไฟแบบก้าวหน้ากันมากขึ้น หลักการก็ตรงไปตรงมา ใช้ไฟมาก จ่ายแพงขึ้น ใช้ไฟน้อย จ่ายถูกลง เป้าหมายคืออยากให้คนใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการใช้ไฟช่วงพีค ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็พยายามเปิดทางเลือกใหม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะการผลักดันโซลาร์ภาคครัวเรือน พร้อมเครื่องมืออย่าง soft loan ให้สามารถกู้เงินมาติดตั้งได้ แนวคิดคือให้ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ลดค่าไฟในระยะยาว
ในขณะที่เพดานการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนภายใต้โครงการโซลาร์ภาคประชาชนของไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายในแต่ละช่วงเวลา โดยในระยะแรกของโครงการ (ช่วงปี 2564–2573) รัฐกำหนดเพดานรับซื้อรวมไว้เพียงประมาณ 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นกรอบสำหรับส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนแบบจำกัดจำนวน ผลปรากฏว่าโควตาดังกล่าวถูกใช้เต็มอย่างรวดเร็วและครบภายในปี 2567 ส่งผลให้ต้องมีการชะลอหรือปิดรับสมัครในช่วงหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นและกระแสการติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนที่ขยายตัว ภาครัฐโดย คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีการปรับแนวนโยบายใหม่ โดยมีมติให้ขยายเพดานการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัยในรูปแบบ Net Billing (กำลังจะออกระเบียบ) เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี ล่าสุดมอบหมายให้ กกพ.ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 (อ่ายรายละเอียดก่อนหน้าในบทความ: วิจัยชี้ โซลาร์รูฟท็อปช่วยลดค่าไฟคนไทยได้ถึง 77% แต่ติดเพดานรับซื้อไฟ)
ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น แม้ตัวเลขเพดานใหม่จะสะท้อนทิศทางการเปิดกว้างมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติการเข้าร่วมโครงการยังคงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขย่อย เช่น ความพร้อมของระบบสายส่งในแต่ละพื้นที่ และการเปิดรับสมัครในแต่ละรอบ ทำให้สถานการณ์จริงของการเข้าถึงสิทธิ์ยังมีข้อจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ของประเทศ
ในภาพรวมดูเหมือนจะครบทั้งมาตรการด้านราคาและทางเลือกพลังงาน แต่ถ้ามองในมุมของคนใช้ไฟจริง คำถามสำคัญคือ สิ่งนี้ช่วยลดภาระได้จริง หรือกำลังสร้างภาระใหม่แทน บทความนี้ โพสต์ทูเดย์ Smart City พยายามรวบรวมความคิดเห็นจากในสื่อ social ต่างๆ ที่ประชาชนได้มีเสียงสะท้อนต่อนโยบายขึ้นค่าไฟนี้
ถ้ามองสถานการณ์ปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนของไทย อยู่ที่เกือบ 90% ของ GDP การสนับสนุนให้คนกู้เงินมาติดโซล่า แม้ดอกเบี้ยจะต่ำ แต่สุดท้ายก็ยังเป็นภาระทางการเงินอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายโซล่าภาคประชาชนในอดีตก็มีข้อจำกัด โควต้าอยู่ในระดับไม่สูงมาก รองรับได้เพียงไม่กี่พันครัวเรือนก็เต็ม
อีกประเด็นที่สำคัญและมักถูกมองข้าม คือ บ้านที่มีบิลค่าไฟสูงไม่ได้แปลว่ามีรายได้สูงเสมอไป หลายบ้านมีสมาชิกหลายคน มีเด็ก มีผู้สูงอายุ หรือมีสัตว์เลี้ยง อาจจำเป็นต้องเปิดแอร์ทั้งวันเพื่อดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุที่เสี่ยงจากฮีทสโตรค สิ่งเหล่านี้ทำให้ความต้องการใช้ไฟสูงขึ้นโดยธรรมชาติ
ในเชิงปฏิบัติจริง เราต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกบ้านจะเข้าถึงโซล่ารูฟท็อปได้ คนจำนวนมากอยู่คอนโด อพาร์ทเมนท์ หรือทาวน์โฮม บางบ้านหลังคาเก่า บางบ้านโดนตึกบังแดด ต่อให้เข้าเงื่อนไขนโยบาย ก็ไม่ได้แปลว่าจะติดตั้งได้จริง
แม้แต่บ้านเดี่ยวเองก็มีข้อจำกัด อย่างประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่กำลังวางแผนจะติดโซล่า พอช่างเข้ามาสำรวจ สิ่งแรกที่เจอไม่ใช่การติดตั้ง แต่เป็นเรื่องหลังคา บ้านมีอายุเกินสิบปี มีจุดเสี่ยงรั่วซึม ต้องซ่อมหลังคาก่อนถึงจะติดโซล่าเซลส์ได้ ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของการติดตั้งโซล่าบนหลังคาก็อยู่ที่ประมาณ 200,000 - 250,000 บาทต่อ 5kW ซึ่งราคาอาจแปรผันตามคุณภาพของวัสดุ อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือ เรื่องน้ำหนักของแผงโซล่าร์ที่จะไปติดตั้งบนหลังคาบ้าน
โดยเฉลี่ยแผงโซล่ามีน้ำหนักประมาณ 18 ถึง 30 กิโลกรัมต่อแผ่น และต้องติดตั้งรวมหลายแผ่น บ้านแต่ละหลังมีขนาดความหนาของกระเบื้องหลังคาไม่เท่ากัน มีความชันของหลังคาไม่เท่ากัน การกระจายน้ำหนักเลยแตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจ ควรให้ทางผู้ติดตั้งคำนวณน้ำหนักความแข็งแรงโครงสร้างหลังคาด้วย
อีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน คือ พฤติกรรมการใช้ไฟของแต่ละบ้าน ถ้าใช้ไฟช่วงกลางวันเป็นหลัก โซล่าจะช่วยได้เต็มที่ เพราะผลิตไฟแล้วใช้เลย แต่ถ้าใช้ไฟกลางคืนเป็นหลัก อาจต้องพึ่งแบตเตอรี่ ต้องติดตั้งแบตเตอรี่เก็บประจุไฟมาใช้ในเวลากลางคืน เช่น บางบ้านอาจจะชาร์จรถ EV ในเวลากลางคืนเป็นหลัก ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น พอต้นทุนสูงขึ้น ระยะเวลาคืนทุนก็นานขึ้นตาม
ถ้ามองไปที่ต่างประเทศ จะเห็นว่าหลายประเทศไม่ได้ใช้วิธีผลักภาระไปที่ประชาชนโดยตรง ประเทศอย่างเยอรมันนีมีการใช้ทั้งเงินอุดหนุนและระบบรับซื้อไฟคืน ทำให้การติดโซล่าไม่ได้แค่ลดค่าไฟ แต่ยังมีรายได้กลับมาในบางกรณี
ในสหรัฐฯ หลายรัฐมีระบบ On-Bill Financing ที่ให้ประชาชนสามารถผ่อนค่าติดตั้งโซล่าเซลส์ผ่านบิลค่าไฟ แทนการจ่ายเงินก้อนหรือกู้เงินเพื่อมาติดตั้ง ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงพลังงานสะอาด โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงต่ำ
ขณะที่ประเทศออสเตรเลียซึ่งมีศักยภาพด้านแสงอาทิตย์สูงคล้ายไทย ได้ใช้ทั้ง feed-in tariff และเครื่องมือทางการเงินหลายรูปแบบ เพื่อทำให้โซล่ารูฟท็อปเข้าถึงได้จริงในวงกว้าง รวมถึงแนวคิดการกระจายภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวผ่านกลไกทางการเงินของภาครัฐและท้องถิ่น นโยบายจากประเทศต่างๆเหล่านี้ เป็นตัวอย่างในการลดความเสี่ยงและภาระให้ประชาชน แทนการปล่อยเงินกู้เพียงอย่างเดียว
สุดท้ายแล้ว นโยบายค่าไฟแบบก้าวหน้าที่กำลังจะเริ่มใช้ เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าจะได้ผลตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่? มันจะช่วยลดภาระของคนใช้ไฟน้อยได้จริงไหม? จะลดการใช้ไฟช่วงพีคได้มากแค่ไหน? และจะกระตุ้นให้คนหันมาติดโซล่ามากขึ้นหรือไม่?
หรือในทางกลับกัน เราอาจต้องเผชิญกับความจริงว่า ในสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆคนก็ยังจำเป็นต้องใช้ไฟอยู่ดี โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีเด็กและผู้สูงอายุ และอาจนำไปสู่คำถามเรื่องความเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างบ้านที่มีคนอยู่น้อยกับบ้านที่มีภาระมากกว่า ยังไม่รวมกลุ่มคนที่อยู่คอนโดมิเนียมหรือห้องเช่า ซึ่งโครงสร้างค่าไฟแตกต่างจากบ้านอยู่อาศัยและบางครั้งขึ้นอยู่กับผู้ให้เช่าอีกที
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญในช่วงนี้ คือการสื่อสารให้ชัดกับทุกกลุ่ม ว่าใครจะได้รับผลกระทบอย่างไร และมีทางเลือกอะไรบ้าง







