ปอร์เช่ รุกหนักตลาด EV เตรียมส่ง Cayenne Coupe ไฟฟ้าล้วน ลุยตลาด
ปอร์เช่รุกหนักตลาดอีวี เตรียมส่ง "Cayenne Coupe ไฟฟ้า 100%" ลงโชว์รูมปลายปีนี้ ชูจุดเด่นสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ด้วยพละกำลังสูงสุดทะลุ 1,100 แรงม้า
ปอร์เช่ (Porsche) ตอกย้ำจุดยืนในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า เตรียมเปิดตัว Cayenne Coupe รุ่นพลังงานไฟฟ้า 100% (EV) ในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากค่ายรถสปอร์ตแห่งเยอรมันรายนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงอุปสงค์ในตลาดรถยนต์อีวีที่ยังคงแข็งแกร่ง
Cayenne Coupe EV มาพร้อมดีไซน์แบบ 4 ประตู ซึ่งฉีกกฎเกณฑ์จากรถคูเป้แบบดั้งเดิม โดยจะเข้ามาเสริมทัพไลน์อัปเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าของตระกูล Cayenne ที่เตรียมทยอยเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ร่วมกับรุ่น Cayenne Electric, Cayenne S Electric และ Cayenne Turbo Electric ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายตามเอกลักษณ์ของปอร์เช่
กลยุทธ์ดังกล่าวอาจเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแบรนด์ หากย้อนไปเมื่อปี 2019 ปอร์เช่ได้เปิดตัว Cayenne ตัวถังคูเป้รุ่นเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งสามารถกวาดส่วนแบ่งยอดขายได้ถึง 20% ของตระกูล Cayenne ทั้งหมดภายในเวลาเพียงปีเดียว และหลังจากผ่านไป 5 ปี ปัจจุบันรุ่นคูเป้ครองสัดส่วนยอดขายสูงถึง 40% โดยในบางตลาดตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 90%
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า Cayenne Coupe รุ่นไฟฟ้าล้วน คือโมเดลยุทธศาสตร์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน แม้ว่าจะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นแตะระดับแสนดอลลาร์สหรัฐก็ตาม
อย่างไรก็ตาม Cayenne Coupe Electric (ชื่ออย่างเป็นทางการในการทำตลาด) จะไม่เข้ามาแทนที่รุ่นเครื่องยนต์สันดาปและรุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่มีอยู่เดิม ซึ่งแตกต่างจากกลยุทธ์ของเอสยูวีรุ่นน้องอย่าง Macan ที่ประกาศเตรียมจำหน่ายเฉพาะรุ่น EV เท่านั้นหลังจากปีนี้เป็นต้นไป
โฆษกของปอร์เช่ระบุว่า บริษัทจะทำตลาด Cayenne Coupe EV ควบคู่ไปกับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปจนถึงช่วงหลังปี 2030 กลยุทธ์การขายคู่ขนานนี้จะช่วยให้ปอร์เช่สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ว่าท้ายที่สุดแล้วระบบขับเคลื่อนแบบใดจะได้รับความนิยมสูงสุด
แน่นอนว่าพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า หรือ Frunk ที่เพิ่มเข้ามา ตลอดจนความผันผวนของราคาน้ำมัน ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้ซื้อ
ทิศทางของตลาดจะชัดเจนขึ้นเมื่อ Cayenne Electric, Cayenne S Electric, Cayenne Turbo Electric และ Cayenne Coupe Electric เริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการทั่วโลกในช่วงปลายปีนี้ หรือประมาณ 9 เดือนหลังจากมีการเผยโฉมเวอร์ชัน EV เป็นครั้งแรก
เปิดสเปกและราคา ขุมพลังพรีเมียมพร้อมทางเลือกที่หลากหลาย
เมื่อ Cayenne Coupe EV ลงสู่ตลาด จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Base, S Coupe และ Turbo Coupe
สำหรับราคาจำหน่าย Cayenne Coupe Electric รุ่นเริ่มต้นอยู่ที่ 113,800 ดอลลาร์สหรัฐ (ไม่รวมค่าจัดส่ง 2,350 ดอลลาร์สหรัฐ) ขยับขึ้นมาที่รุ่น S Coupe Electric ราคา 131,200 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่นท็อป Turbo Coupe Electric ราคา 168,000 ดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกติดตั้งแพ็กเกจออปชันเสริมได้ตามต้องการ อาทิ แพ็กเกจน้ำหนักเบาพิเศษ (Lightweight Sport Package) ที่มาพร้อมหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ ยางสมรรถนะสูง และการตกแต่งภายในสไตล์มอเตอร์สปอร์ต
ภายใต้รูปลักษณ์ของรถครอสโอเวอร์ที่มาพร้อมแนวหลังคาลาดเอียงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถอดแบบมาจากรถสปอร์ตระดับตำนานอย่าง 911 รุ่นคูเป้อีวีทุกรุ่นย่อยได้รับการพัฒนาบนสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดัน 800 โวลต์ พร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลม (Air Suspension) กระจกบังลมหน้าดีไซน์ใหม่ และสปอยเลอร์หลังแบบแปรผัน (Active Spoiler)
นอกจากนี้ ตัวรถยังรองรับหัวชาร์จมาตรฐานอเมริกาเหนือ (NACS) ของ Tesla ควบคู่ไปกับช่องชาร์จ AC เพิ่มเติมอีกหนึ่งจุด
สมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์
สมรรถนะของตัวรถจะแตกต่างกันไปตามรุ่นย่อย โดยรุ่นพื้นฐาน (Base Coupe EV) ให้พละกำลังสูงสุด 435 แรงม้า แรงบิด 615 ปอนด์-ฟุต ทำความเร็วสูงสุดได้ 230 กม./ชม. และมีอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที
ส่วนผู้ที่ต้องการความเร้าใจ ปอร์เช่ยังมีทางเลือกที่ทรงพลังยิ่งกว่า โดยรุ่นท็อปสุดอย่าง Turbo สามารถรีดพละกำลังได้มหาศาลถึง 1,139 แรงม้า พร้อมแรงบิด 1,106 ปอนด์-ฟุต ซึ่งเป็นตัวเลขระดับเดียวกับซูเปอร์อีวีอย่าง Tesla Model S Plaid, Lucid Air Sapphire และ Porsche Taycan Turbo GT โดยรุ่น Turbo ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 260 กม./ชม. และพุ่งทะยานจาก 0-96 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.4 วินาทีเท่านั้น
ด้านระยะทางขับขี่ แม้ปอร์เช่จะยังไม่เปิดเผยตัวเลขการทดสอบอย่างเป็นทางการจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (EPA) แต่จากการทดสอบใช้งานจริงเบื้องต้นพบว่า ระยะทางขับขี่ใกล้เคียงกับ Cayenne EV รุ่นอื่นๆ คือประมาณ 579 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าเลือกใช้ล้อและยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงเสียดทานและทำให้แบตเตอรี่สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น ระยะทางขับขี่ก็อาจลดลงประมาณ 10%


