เปิดแล้ว! KIHA ญี่ปุ่นวิ่งไทย สัมผัสเสน่ห์รถไฟคลาสสิกสายดอนเมือง–อยุธยา
KIHA 40–48 รถไฟญี่ปุ่นปรับอากาศ วิ่งสายดอนเมือง–อยุธยา เติมเสน่ห์คลาสสิกสู่การเดินทางประจำวัน ในราคาเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์คนทำงานและนักศึกษา
KEY
POINTS
- การรถไฟฯ เปิดให้บริการรถไฟดีเซลรางปรับอากาศ KIHA จากญี่ปุ่นในเส้นทางดอนเมือง-อยุธยา เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางสำหรับผู้โดยสารประจำวัน (City Commuter) ในราคาที่เข้าถึงง่าย
- ขบวนรถไฟดังกล่าวเป็นรถที่ได้รับมอบจากญี่ปุ่นและนำมาบูรณะโดยทีมช่างไทยครั้งใหญ่ ทั้งการปรับปรุงระบบปรับอากาศให้เหมาะกับเมืองร้อน และการปรับฐานล้อให้เข้ากับขนาดรางของไทย
- แม้จะผ่านการดัดแปลง แต่ยังคงรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของรถไฟญี่ปุ่นไว้ เช่น ป้ายภาษาญี่ปุ่นและรูปแบบเบาะนั่ง เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่คลาสสิกและมีเอกลักษณ์
การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับพระนครศรีอยุธยาในช่วงเช้าและเย็น กำลังจะมีสีสันใหม่ที่ทั้งคลาสสิกและร่วมสมัยไปพร้อมกัน เมื่อขบวนรถดีเซลรางปรับอากาศรุ่น KIHA 40 และ KIHA 48 ถูกนำมาให้บริการในเส้นทาง ดอนเมือง – อยุธยา – ดอนเมือง ระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม โดยให้บริการในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันละ 6 ขบวนไป-กลับ ครอบคลุม 8 สถานีหลักและ 1 ที่หยุดรถ ได้แก่ ดอนเมือง รังสิต เชียงราก ที่หยุดรถมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชียงรากน้อย คลองพุทรา บางปะอิน บ้านโพ และอยุธยา ในอัตราค่าโดยสารเพียง 30–50 บาท ซึ่งถือว่าเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้โดยสารในชีวิตประจำวัน
แนวคิดของการนำ KIHA มาใช้งานในเส้นทางนี้ สะท้อนภาพของ “City Commuter” ได้อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่เพียงรถไฟธรรมดา แต่คือคำตอบของผู้ที่ต้องเดินทางข้ามจังหวัดในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือกลุ่มคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ในขณะเดียวกันก็ยังได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางในบรรยากาศรถไฟญี่ปุ่น ที่ผสมผสานความเรียบง่ายและความพิถีพิถันไว้อย่างลงตัว
เบื้องหลังของ KIHA ในประเทศไทย
คือเรื่องราวของความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทผู้ให้บริการรถไฟจากญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการนำรถไฟที่ปลดระวางแล้วแต่ยังมีสภาพดี มาปรับปรุงและใช้งานใหม่อย่างคุ้มค่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อ JR Hokkaido ส่งมอบรถ KIHA 183 จำนวน 17 คันให้ไทย โดยคิดค่าใช้จ่ายเพียงค่าขนส่ง ก่อนจะต่อยอดในปี 2567 ด้วยการรับมอบ KIHA 40 และ KIHA 48 จาก JR East (ภูมิภาคอาคิตะ) รวม 20 คัน เพื่อเสริมกำลังให้กับระบบขนส่งชานเมืองและรถไฟเชิงท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม การนำรถไฟจากประเทศที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นมาใช้งานในเมืองร้อนอย่างไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย กระบวนการบูรณะโดยทีมช่างไทยที่โรงงานมักกะสันจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ ตั้งแต่การรื้อและติดตั้งระบบปรับอากาศใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพคอมเพรสเซอร์ ไปจนถึงการออกแบบทิศทางลมเย็นให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างช่วงล่างและเพลาล้อ จากรางกว้าง 1.067 เมตรของญี่ปุ่น ให้สอดคล้องกับรางขนาด 1 เมตรของไทย ซึ่งถือเป็นงานด้านวิศวกรรมที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความเข้าใจเชิงลึก
แม้จะผ่านการดัดแปลงครั้งใหญ่ แต่เสน่ห์ของ KIHA ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นป้ายภาษาญี่ปุ่นภายในตัวรถ โทนสีดั้งเดิม หรือรูปแบบเบาะนั่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบรถไฟท้องถิ่นของญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่คือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่าง และอาจกลายเป็นแรงดึงดูดใหม่ของการท่องเที่ยวทางรางในอนาคต
ในภาพรวม การมาของ KIHA 40 และ 48 ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนขบวนรถ แต่คือการยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารในชีวิตประจำวัน ให้มีทั้งความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยากจากระบบขนส่งทั่วไป เป็นอีกก้าวหนึ่งของการรถไฟไทย ที่กำลังพยายามเชื่อมโยงอดีต เทคโนโลยี และวิถีชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
ภาพ สุรสิทธิ์ รัศมีกิตติกุล (Surasit Ratsameekittikul)
#NationPhoto


