กทม. ยกระดับสงกรานต์ 69 ใช้ AI เฝ้าระวังผ่าน BMA Command Center
กทม. ผนึกกำลังตำรวจนครบาล ใช้ AI CCTV วิเคราะห์ความหนาแน่นมาช่วงในสงกรานต์ 2569 เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว พร้อมเฝ้าระวังเหตุผ่านศูนย์บัญชาการแบบเรียลไทม์
KEY
POINTS
- กทม. ยกระดับความปลอดภัยช่วงสงกรานต์ 2569 โดยใช้ศูนย์บัญชาการ BMA Command Center เป็นวอร์รูมเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
- นำเทคโนโลยี AI มาใช้เฝ้าระวังในพื้นที่สำคัญ เช่น ถนนข้าวสารและสีลม ผ่านระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อคัดกรองบุคคลตามหมายจับ และระบบนับจำนวนคน (People Counting) เพื่อป้องกันความหนาแน่น
- บูรณาการข้อมูลจากเครือข่ายกล้อง CCTV กว่า 65,000 ตัวทั่วกรุงเทพฯ ร่วมกับการทำงานของตำรวจนครบาล เพื่อคัดกรองบุคคลและเฝ้าระวังเหตุ
เที่ยวสงกรานต์กรุงเทพฯ 2569 อุ่นใจด้วยเทคโนโลยี AI และมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด
กรุงเทพมหานครเตรียมความพร้อมต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกทม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
นวัตกรรม AI เฝ้าระวังอัจฉริยะ หัวใจสำคัญในปีนี้คือการยกระดับ ศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานคร (BMA Command Center) ให้เป็นวอร์รูมติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569
โดยมีการนำระบบ Face Recognition (การจดจำใบหน้า) มาติดตั้งในพื้นที่แลนด์มาร์คสำคัญอย่างถนนข้าวสารและถนนสีลม เพื่อคัดกรองบุคคลตามหมายจับทันที
นอกจากนี้ยังมีระบบ People Counting รุ่นใหม่ที่ใช้ AI ตัดการนับซ้ำเพื่อระบุจำนวนคนในพื้นที่ให้แม่นยำที่สุด พร้อมวิเคราะห์ People Density (ความหนาแน่น) เพื่อป้องกันเหตุเบียดเสียดจนเกินขีดจำกัด
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงการทำงานของระบบนี้ว่า:
"หัวใจของศูนย์บัญชาการแห่งนี้คือการใช้ข้อมูลจากหลายระบบมาประมวลผลร่วมกัน โดยจากการติดตามการทำงานในวันนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลและสถานการณ์สำคัญมาสรุปในรูปแบบ Dashboard ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้บริหารและผู้บัญชาการเห็นภาพสถานการณ์เดียวกัน และสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม"
นอกจากนี้นายชัชชาติยังย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีว่า: "เทคโนโลยีไม่ได้มาแทนคน แต่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการเฝ้าระวังเชิงรุกและการป้องกันเหตุล่วงหน้า"
โครงข่ายกล้องวงจรปิดทั่วเมือง กรุงเทพมหานครใช้ฐานข้อมูลจากกล้อง CCTV กว่า 65,000 กล้องทั่วกรุง
โดยในพื้นที่จัดงานหลักมีการติดตั้งกล้องอย่างหนาแน่น เช่น ถนนโชคชัย 4 (392 กล้อง), ถนนวัดเวฬุวนาราม (278 กล้อง), ถนนข้าวสาร (194 กล้อง) และถนนสีลม (158 กล้อง)
นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเอกชนในการเชื่อมต่อกล้องจากพื้นที่ยอดฮิตอย่าง บรรทัดทอง จามจุรีสแควร์ และพัฒน์พงศ์ เข้าสู่ระบบส่วนกลางด้วย
ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวเสริมถึงการคัดกรองบุคคลว่า "ได้มีการใช้ระบบกล้องและการตรวจจับใบหน้าควบคู่กับฐานข้อมูล เพื่อคัดกรองบุคคลที่อาจเป็นภัย ไม่ให้แฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่จัดงาน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น"
แผนรับมือเหตุฉุกเฉินและสาธารณสุข กทม. ได้ถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการจัดการเส้นทางเดินรถฉุกเฉิน
มีการปักหมุดพิกัดที่พักอาศัยของ "ผู้ป่วยเปราะบาง" ในแผนที่ดิจิทัล เพื่อให้ทีมกู้ภัยเข้าช่วยเหลือได้ทันทีหากมีเหตุไฟไหม้หรือสาธารณภัยใกล้เคียง
พร้อมกำชับมาตรการเล่นน้ำถึงเวลา 22.00 น. เท่านั้น เพื่อความเรียบร้อย
พล.ต.ท.สยาม บุญสม ระบุว่า "ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงานกับกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งใช้มาตรการคัดกรองบุคคล และขอความร่วมมือประชาชนไม่ปิดกั้นเส้นทางจราจร โดยเฉพาะเส้นทางฉุกเฉิน เพื่อให้รถพยาบาลและเจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บได้อย่างทันท่วงที"
คำแนะนำและข้อห่วงใยจากผู้ว่าฯ นอกเหนือจากความปลอดภัยแล้ว ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังแสดงความห่วงใยในเรื่องสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด เสี่ยงต่อโรคฮีตสโตรก และเน้นย้ำเรื่องการเคารพสิทธิผู้อื่น
"เราไม่มีนโยบายลดเจ้าหน้าที่ แต่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยจะปรับกำลังจากส่วนกลางไปเสริมในพื้นที่หน้างานให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงเหตุและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วที่สุด" พล.ต.ท.สยาม บุญสม ทิ้งท้าย
ช่องทางการติดต่อฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง:
เหตุด่วนเหตุร้าย: 191
เจ็บป่วยฉุกเฉิน: 1669
เหตุเพลิงไหม้/สาธารณภัย: 199


