เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้าทะลุ 4 หมื่น จับตาสงกรานต์ไทยต่างชาติหด
วิกฤตตะวันออกกลางป่วนการบินโลก เที่ยวบินยกเลิก-ล่าช้ามากกว่า 4 หมื่นเที่ยว ต้นทุนน้ำมันพุ่งกดดัน อุตสาหกรรม ค่าตั๋วขึ้น 70% ลามถึงไทย จับตาสงกรานต์ต่างชาติหด
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางบินที่เชื่อมผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไป ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงซ้ำเติมภาคธุรกิจการบินอย่างหนัก
ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์วิจัยกสิกร ชี้ว่าในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 14 มีนาคม 2569 เที่ยวบินทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการยกเลิกและล่าช้าแล้วมากกว่า 40,000 เที่ยวบิน สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการบินระหว่างประเทศ โดยมีเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคนี้คิดเป็นประมาณ 8% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั่วโลก ทำให้เมื่อเกิดความตึงเครียด ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการเดินทางทางอากาศ
นอกจากนี้ จำนวนเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าวลดลงจาก 564,779 เที่ยว เหลือ 524,779 เที่ยว สะท้อนการชะลอตัวของการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินในตะวันออกกลางมีจำนวนเฉลี่ยสูงถึง 700,000 คนต่อวัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความแออัดและความล่าช้า
สำหรับประเทศไทย ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 18 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบยกเลิกและล่าช้ารวมกว่า 1,000 เที่ยวบิน
อีกหนึ่งปัจจัยกดดันสำคัญคือราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 ราคาปรับเพิ่มขึ้นกว่า 76% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนการบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มดันราคาตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 70%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินในหลายมิติ ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กระแสเงินสดของสายการบินที่ตึงตัว และความต้องการเดินทางที่อาจชะลอลง
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเส้นทางบินที่ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง อาจทำให้ระยะเวลาการบินยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก
สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งต้องพึ่งพาเส้นทางบินผ่านภูมิภาคดังกล่าว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากดีมานด์ที่ลดลงและต้นทุนที่พุ่งสูง พร้อมความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
จับตาสงกรานต์ ต่างชาติหาย
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้อัปเดทสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 22 มี.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 8,544,484 คน ลดลง 2.97 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 417,216 ล้านบาท
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก
- อันดับ 1 จีน 1,377,750 คน
- อันดับ 2 มาเลเซีย 854,438 คน
- อันดับ 3 รัสเซีย 668,479 คน
- อันดับ 4 อินเดีย 566,337 คน
- อันดับ 5 เกาหลีใต้ 391,040 คน
นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 22 มี.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 8 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 8.5 ล้านคน
สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่า 15 % จากการออกเดินทางท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด (วันอีดิ้ลฟิตริ)
โดยตลาดมาเลเซียขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ในสัปดาห์นี้ และเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 74 % จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 675,407 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46,956 คน หรือ 7.47 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 96,487 คน
สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น
ด้านปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O S2O Songkran Music Festival เคยกล่าวว่า งาน S2O จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 เมษายน ซึ่ง จำนวนผู้เข้าชมงาน S2O จะสะท้อนตามตัวเลขการท่องเที่ยวภาพรวมของประเทศไทย หากปีไหนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยน้อยลง (เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้) สัดส่วนชาวต่างชาติในงานก็จะลดลงตามไปด้วยจากเดิมกลุ่มคนจีน
แม้จะมีสถานการณ์สงครามแต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและอินเดียในไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยมองว่าพวกเขาอาจจะเลือกมาเพื่อพักผ่อนหรือ "หลบ" จากความตึงเครียดในพื้นที่มาหาความสุขในงานเทศกาลแทน รวมถึงกลุ่ม อาเซียน (มาเลเซีย, เวียดนาม, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย) คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่เข้า S2O ที่เป็นกลุ่มตัดสินใจเร็ว (Short planning) บินมาเที่ยวได้ทันทีโดยไม่ต้องวางแผนนาน สอดคล้องกับอินไซต์ พฤติกรรมชอบตัดสินใจซื้อบัตรใกล้ช่วงวันงาน (Wait and see) มากกว่าการซื้อล่วงหน้านานๆ


