เอาไงดี? แผงโซลาร์จ่อพุ่ง 15% ผลนโยบายจีน-ต้นทุนกระฉูด กดดันตลาดโลก
ราคาแผงโซลาร์มีแนวโน้มเพิ่ม 15% จากภาษีส่งออกจีน การลดอุดหนุน และต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น สะท้อนตลาดพลังงานที่กำลังเข้าสู่ภาวะขาขึ้น
KEY
POINTS
- การปรับนโยบายของรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยการเพิ่มภาษีส่งออกและควบคุมกำลังการผลิต เพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและสงครามราคา ส่งผลให้ต้นทุนส่งออกสูงขึ้นโดยตรง
- ต้นทุนการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ ทั้งจากราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น เงินและทองแดง รวมถึงค่าพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถรักษาระดับราคาต่ำได้อีกต่อไป
- ตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจากภาวะ "สินค้าล้นตลาด" ที่เกิดจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่ภาวะ "อุปทานตึงตัว" ซึ่งทำให้ราคาขายเริ่มปรับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของผู้ผลิต
ในช่วงต้นปี 2569 ตลาดโซลาร์เซลล์โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ราคาอยู่ในแนวโน้มขาลงต่อเนื่องยาวนานหลายปี เริ่มกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
โดยข้อมูลจากรายงานตลาดสากลชี้ว่า ราคาแผงโซลาร์จากจีนเริ่มขยับขึ้นแล้วในเดือนมีนาคม โดยเฉพาะแผงเทคโนโลยีใหม่อย่าง TOPCon ที่ปรับเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น จากภาวะอุปทานที่เริ่มตึงตัวและคำสั่งซื้อที่ถูกจองล่วงหน้าจนเกือบเต็มกำลังการผลิต สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกำลังเคลื่อนออกจากภาวะ “สินค้าล้นตลาด” ที่เคยกดราคาลงอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้า
ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้คือ "การปรับนโยบายของจีน" ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ที่สุดของโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโซลาร์ของจีนเผชิญปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน จนเกิดสงครามราคาที่ทำให้ราคาแผงลดลงอย่างมาก และส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากประสบภาวะขาดทุนสะสม เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรม รัฐบาลจีนจึงเริ่มดำเนินมาตรการเพื่อปรับสมดุลตลาด ไม่ว่าจะเป็นการลดหรือยกเลิกการคืนภาษีส่งออก (export tax rebate) การควบคุมกำลังการผลิต รวมถึงแนวโน้มการปรับเพิ่มภาษีส่งออก ซึ่งคาดว่าจะมีผลในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นทันที และถูกส่งผ่านไปยังราคาขายในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ควบคู่กันนั้น ต้นทุนการผลิตโซลาร์เซลล์เองก็ปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ วัตถุดิบสำคัญอย่างซิลเวอร์ (เงิน) ซึ่งใช้ในเซลล์แสงอาทิตย์เริ่มมีความตึงตัวด้านอุปทาน ขณะที่ทองแดงซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบสายไฟมีราคาปรับขึ้นมากกว่า 10% นอกจากนี้ยังมีต้นทุนด้านพลังงาน การขนส่ง และค่าใช้จ่ายในโรงงานที่เพิ่มขึ้นหลังการควบคุมกำลังการผลิต ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถรักษาระดับราคาต่ำแบบเดิมได้อีกต่อไป ส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดเริ่มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
ในช่วงเวลาดังกล่าว นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) ได้ออกมาเตือนว่า ราคาแผงโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีกราว 15% ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยมองว่าปัจจัยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับภาษีส่งออกของจีนราว 9% จะเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้ราคาขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นผลสะสมตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ราคาแผงโซลาร์ปรับเพิ่มขึ้นแล้วในอัตรา 5–10% ต่อเดือน หลังจากผู้ผลิตเริ่มไม่สามารถแบกรับภาวะขาดทุนจากการแข่งขันด้านราคาได้อีกต่อไป
อีกปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญคือแนวโน้มราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะน้ำมันที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขนส่ง เมื่อรวมกับภาวะอุปสงค์ที่เริ่มฟื้นตัวและอุปทานที่ถูกจำกัด ทำให้ตลาดโซลาร์เซลล์เข้าสู่ภาวะ “ตึงตัว” มากขึ้น ผู้ซื้อบางส่วนเริ่มเร่งสั่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงราคาที่สูงขึ้นในอนาคต ขณะที่บางส่วนชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูทิศทาง ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนและมีแนวโน้มเร่งตัวในระยะสั้น
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความท้าทายเชิงนโยบายอย่างชัดเจน แม้ความต้องการใช้พลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้น แต่โครงสร้างแรงจูงใจยังไม่เอื้อต่อภาคประชาชน ปัจจุบันอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์อยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบ ทำให้การลงทุนมีระยะเวลาคืนทุนยาวขึ้น ตรีรัตน์จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนผ่านมาตรการ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และระบบ Net Metering เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ในราคาที่เหมาะสม
พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการชะลอหรือยกเลิกโครงการรับซื้อไฟในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ประเทศพลาดโอกาสในการลดต้นทุนพลังงานระยะยาว และยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีความผันผวนสูง
ในภาพรวม การที่ราคาโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 10–15% ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากยุค “ราคาถูกจากการแข่งขัน” ไปสู่ “ราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง” อย่างชัดเจน หากไม่มีการปรับนโยบายให้สอดรับกับบริบทใหม่ ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทั้งจากระบบไฟฟ้าหลักและพลังงานทางเลือก ขณะที่โอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างทั่วถึงก็อาจถูกจำกัดลงในระยะยาว
สรุปปัจจัยจาก จีน ที่ผลักดันราคาแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น
ปัจจัยจากจีนถือเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางราคาโซลาร์เซลล์โลก เนื่องจากจีนเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุด โดยการปรับเปลี่ยนนโยบายและโครงสร้างอุตสาหกรรมในช่วงนี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาตลาดโลก ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. การปรับเพิ่มภาษีส่งออก
รัฐบาลจีนมีแนวโน้มปรับเพิ่มภาษีส่งออกโซลาร์เซลล์ราว 9% ซึ่งจะเริ่มมีผลในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูงขึ้นทันที และถูกส่งผ่านมายังผู้นำเข้าในประเทศต่าง ๆ
2. การลด/ยกเลิกสิทธิประโยชน์คืนภาษี (Export Tax Rebate)
ก่อนหน้านี้ผู้ส่งออกจีนได้รับการคืนภาษีบางส่วนเพื่อช่วยแข่งขันในตลาดโลก แต่การลดสิทธิประโยชน์ดังกล่าวทำให้ต้นทุนสุทธิเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาสินค้าไม่สามารถต่ำได้เหมือนเดิม
3. การควบคุมกำลังการผลิต (Supply-side reform)
จีนเริ่มจำกัดกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมโซลาร์ เพื่อลดปัญหาสินค้าล้นตลาด (oversupply) ที่เคยกดราคาลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกลดลงและราคาปรับตัวสูงขึ้น
4. การสิ้นสุดสงครามราคาในอุตสาหกรรม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตจีนแข่งขันกันลดราคาจนเกิดภาวะขาดทุนจำนวนมาก ปัจจุบันผู้ผลิตเริ่มปรับราคาขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนจริง ทำให้แนวโน้ม “โซลาร์ราคาถูกมาก” เริ่มสิ้นสุดลง
5. ต้นทุนการผลิตในจีนเพิ่มขึ้น
ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ (เช่น ซิลเวอร์และทองแดง) ค่าแรง และพลังงานในประเทศจีนที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น และถูกสะท้อนมายังราคาขาย
6. อุปสงค์ภายในประเทศจีนและคำสั่งซื้อส่งออกเพิ่มขึ้น
ความต้องการใช้พลังงานสะอาดทั้งในจีนและตลาดโลกยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทำให้สินค้าถูกจองล่วงหน้าจำนวนมาก จนเกิดภาวะอุปทานตึงตัวในระยะสั้น
ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้ราคาตลาดโซลาร์เซลล์โลกเปลี่ยนจากภาวะ “ล้นตลาด-ราคาถูก” ไปสู่ “อุปทานตึงตัว-ราคาสะท้อนต้นทุนจริง” และเป็นเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนการคาดการณ์ว่าราคาแผงโซลาร์มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นราว 10–15% ในระยะสั้นตามที่ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ระบุไว้


