พลังงานส่งสัญญาณ ตรึงค่าไฟงวดใหม่ ลุ้นดีเซลขยับ ยันสำรองน้ำมันเกิน 100 วัน
พลังงานส่งสัญญาณตรึงค่าไฟ พ.ค.–ส.ค. แม้ต้นทุนพุ่ง พร้อมเพิ่มสำรองน้ำมันดิบอีก 3 ล้านบาร์เรล ดันสต๊อกเกิน 100 วัน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- รัฐบาลส่งสัญญาณจะพยายามตรึงค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม โดยจะออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระของประชาชน
- เตรียมปรับขึ้นเพดานราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับประมาณ 33 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ
- เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติม ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100 วัน
สถานการณ์พลังงานของไทยกำลังอยู่ในช่วง “ตึงตัวแต่ยังควบคุมได้” ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มส่งผลต่อทั้งต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันนี้ (17 มีนาคม 2569) ภายในงานเปิดตัวมาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานที่อาคาร Enco C กระทรวงพลังงาน รัฐบาลโดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ส่งสัญญาณชัดว่าจะพยายาม “ตรึงค่าไฟฟ้า” งวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น โดยแนวทางคือปล่อยให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คำนวณค่าไฟตามสูตรจริงก่อน จากนั้นภาครัฐจะเข้าไปพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ภาระตกกับประชาชนมากเกินไป
ในด้านน้ำมัน รัฐบาลเตรียมปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นไปที่ประมาณ 33 บาทต่อลิตร แต่จะใช้วิธี “ทยอยปรับ” เพื่อลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพ โดยระดับราคานี้ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ที่มีการปรับขึ้นไปก่อนแล้ว
ขณะเดียวกัน ไทยได้เสริมความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มอีก 3 ล้านบาร์เรล จาก แองโกลา และ สหรัฐอเมริกา ทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศเพิ่มจากเดิมราว 90 วัน เป็น “มากกว่า 100 วัน” ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนในระยะสั้น
สำหรับปัญหาน้ำมันบางปั๊มขาดช่วง รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากน้ำมันหมด แต่เป็นปัญหาการขนส่งไม่ทัน เนื่องจากความต้องการพุ่งสูงจากความตื่นตระหนกของประชาชน โดยได้เร่งแก้ไขผ่านการเพิ่มรอบขนส่ง เปิดคลัง 24 ชั่วโมง และให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง
ในระยะยาว รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันพลังงานทางเลือก โดยจะทำให้ราคาน้ำมันชีวภาพ เช่น B10 และ B20 ถูกกว่า B7 รวมถึงเพิ่มส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน E10 และ E20 เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้เชื้อเพลิงที่ช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวมาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐลง 10% พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปรับพฤติกรรม เช่น ตั้งแอร์ที่ 26–27 องศา ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน (WFH) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันและการนำเข้า LNG ได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยสรุป แม้ต้นทุนพลังงานโลกจะเพิ่มขึ้นและมีความไม่แน่นอนสูง แต่ไทยยังมี “กันชน” ทั้งในรูปของปริมาณสำรองที่เพียงพอ และมาตรการภาครัฐที่พยายามประคองราคา อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและธุรกิจยังคงต้องร่วมมือกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดแรงกดดันในระยะยาว


