EGCO กางแผนปี 69 ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ดันพลังงานสะอาดรับดีมานด์ Data Center
EGCO Group กางแผนธุรกิจปี 2569 ชูกลยุทธ์ POWER4 ทุ่มงบลงทุน 3 หมื่นล้านบาท ปรับพอร์ตโรงไฟฟ้าก๊าซและพลังงานสะอาด รองรับดีมานด์ไฟฟ้าจาก Data Center และเทคโนโลยี AI ที่เติบโต
KEY
POINTS
- EGCO ตั้งงบลงทุนสำหรับปี 2569 ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ
- การลงทุนมุ่งเป้าไปที่การรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจ Data Center และเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา
- บริษัทกำลังศึกษาแนวทางการขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง เพื่อเจรจากับลูกค้ารายใหญ่กลุ่ม Data Center
บริษัท บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตอย่าง “มั่นคง สมดุล และยั่งยืน” ผ่านกลยุทธ์ “POWER4” ควบคู่กับแนวคิดการบริหารองค์กร “ONE EGCO ONE GOAL” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ พร้อมรับมือความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน
ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวน ทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ และภาวะเศรษฐกิจ บริษัทจึงต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว โดยได้กำหนดกลยุทธ์ “POWER4” ซึ่งประกอบด้วย 4 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง การมุ่งลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตการลงทุน และการยกระดับองค์กรด้วยดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและพลังงานหมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้ทั้งการเข้าซื้อกิจการ การควบรวมกิจการ และการพัฒนาโครงการใหม่ พร้อมต่อยอดการลงทุนในประเทศที่บริษัทมีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้วรวม 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจ Data Center และเทคโนโลยี AI
ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ EGCO Group ในปีนี้ยังมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการที่ลงทุนไปก่อนหน้า โดยในสหรัฐอเมริกาจะรับรู้รายได้เต็มปีจากการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% ขณะที่ในฟิลิปปินส์จะรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้า Quezon ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่กำลังผลิต 400 เมกะวัตต์ ส่วนในอินโดนีเซีย บริษัทจะขยายธุรกิจสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานผ่าน CDI Group
ในประเทศไทย บริษัทมีความคืบหน้าของโครงการพลังงานหมุนเวียน RE Big Lot รอบที่ 2 โดยอยู่ระหว่างการทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รวม 11 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 และเริ่มก่อสร้างโครงการแรกในปี 2570 ก่อนทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2571–2573 นอกจากนี้ บริษัทกำลังศึกษานโยบาย Direct PPA ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตโดยตรง เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดจากธุรกิจ Data Center
ขณะเดียวกัน โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการรับไฟฟ้าจากระบบส่งของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการหารือกับลูกค้า Data Center รายใหญ่ที่สนใจลงทุนในพื้นที่นิคมฯ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง โดยบริษัทกำลังมองหาโอกาสพัฒนาโรงไฟฟ้าเพื่อขายไฟฟ้าโดยตรง (Independent Power Supply: IPS) และการขายไฟฟ้าผ่าน Direct PPA ในอนาคต
สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทระบุว่ามีผลกระทบต่อการดำเนินงานในระดับจำกัด เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีกลไกส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อไฟฟ้า ขณะที่โครงการที่จำหน่ายไฟฟ้าในตลาดเสรี ราคาค่าไฟฟ้าจะสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการสำรองเชื้อเพลิงและระบบขนส่งที่ไม่พึ่งพาเส้นทางในพื้นที่ความขัดแย้ง รวมถึงการกระจายการลงทุนในหลายประเภทเชื้อเพลิงและหลายประเทศ ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของธุรกิจ
ปัจจุบัน EGCO Group มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,844 เมกะวัตต์ โดยเป็นพลังงานหมุนเวียน 1,545 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 23% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ พร้อมทั้งมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง เช่น งานวิศวกรรมและบำรุงรักษา โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน โดยบริษัทได้รับการจัดอันดับใน Dow Jones Sustainability Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว


