posttoday
กทม.ดัน Risk Map–Open Data รับมือร้อนจัด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5

กทม.ดัน Risk Map–Open Data รับมือร้อนจัด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5

02 มีนาคม 2569

กรุงเทพมหานครเร่งใช้ข้อมูลเมืองกว่า 1,200 ชุด พัฒนา Risk Map และจุดหลบร้อน 190 แห่งทั่วกรุง พร้อมระบบเตือนภัยล่วงหน้า 2–3 ชม. เสริมคู่มือประชาชนรับมือวิกฤต

KEY

POINTS

  • กทม. ใช้การบริหารจัดการเมืองด้วยข้อมูลผ่านระบบ Open Data และแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) เพื่อรับมือภัยพิบัติสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ คลื่นความร้อน น้ำท่วม และฝุ่น PM2.5 โดยมุ่งเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์และสื่อสารเตือนภัย
  • หัวใจสำคัญคือการพัฒนา "Risk Map" ที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่หลายมิติ เช่น จุดเสี่ยงและตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินรวดเร็วและแม่นยำ ควบคู่กับการเปิดข้อมูลเมืองกว่า 1,200 ชุดให้ประชาชนเข้าถึง
  • ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ในมาตรการเชิงรุก เช่น การพัฒนาระบบเตือนภัยดัชนีความร้อน การจัดทำคู่มือรับมือภัยสำหรับประชาชน และการจัดตั้งจุดหลบร้อน (Cooling Spaces) เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารเมืองด้วยข้อมูลเชิงระบบ เพื่อรับมือภัยพิบัติสำคัญที่คนกรุงต้องเผชิญทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม และฝุ่น PM2.5 ผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลเมืองในระบบ Open Data กว่า 1,200 ชุด ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทางเว็บไซต์ data.bangkok.go.th ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ผู้บริหารใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การคาดการณ์ความเสี่ยงแม่นยำขึ้น การสื่อสารฉุกเฉินรวดเร็วขึ้น และการเตรียมพร้อมของประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้นในภาวะวิกฤต

 

ท่ามกลางแนวโน้มอุณหภูมิที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 42–43 องศาเซลเซียส และฤดูร้อนที่อาจยาวนานถึงกลางเดือนพฤษภาคม กทม.ได้เตรียมมาตรการรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ มาตรการที่ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การรณรงค์ลดการใช้เครื่องปรับอากาศในอาคาร ปรับอาคารสู่แนวคิด Smart Building สนับสนุนการแต่งกายที่คล่องตัว ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการสะสมความร้อนและมลพิษในเมือง ควบคู่กับมาตรการเร่งด่วน เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปลูกต้นไม้ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้วมากกว่า 2 ล้านต้น ตามนโยบายของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รวมถึงการจัดจุดหลบร้อน (Cooling Spaces) จำนวน 190 จุดทั่วกรุงเทพฯ ครอบคลุมโรงเรียนนำร่อง สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข และศูนย์กีฬา เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

 

กทม.ดัน Risk Map–Open Data รับมือร้อนจัด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5

 

ในเชิงระบบ กทม.วางแผนรับมือความร้อนเมือง 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งอาจใช้ระบบ Cell Broadcast เช่นเดียวกับการแจ้งเตือนฝุ่นและน้ำท่วม การคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงโดยใช้ฐานข้อมูลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในชุมชน การปรับโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดความร้อนสะสม และการจัดทำคู่มือประชาชนที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความรู้และการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน

 

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการจัดทำ “คู่มือประชาชนรับมือภัย” ตามข้อสั่งการของผู้ว่าฯ โดยออกแบบให้กระชับเพียง 1–2 หน้า มีภาพประกอบและเช็กลิสต์ ปรับเนื้อหาให้เหมาะกับบริบทที่อยู่อาศัย เช่น หมู่บ้านจัดสรร ชุมชนแออัด หรืออาคารชุด เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับระบบแจ้งเตือนภัยของ กทม. ที่ปัจจุบันสามารถคาดการณ์ฝนตกหนักล่วงหน้าได้ประมาณ 2–3 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็น “หน้าต่างการเตรียมตัว” สำคัญ เพราะจากข้อมูลพบว่า หากฝนตกต่อเนื่องราว 45 นาที จะเริ่มเกิดน้ำสะสม การสื่อสารจึงต้องแบ่งเป็นหลายช่วงตามพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์จริง

 

หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภัยพิบัติคือการพัฒนา “Risk Map” หรือแผนที่ข้อมูลความเสี่ยงเมือง

ซึ่งบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่หลายมิติไว้ในระบบเดียว ทั้งจุดเกิดภัย ความรุนแรง พื้นที่ล่อแหลม และตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพื่อให้การตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินมีทั้งความรวดเร็วและแม่นยำ หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน กทม.ต้องเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งไฟไหม้ โควิด-19 น้ำท่วม และฝุ่น PM2.5 จึงเร่งพัฒนาระบบข้อมูล เปิดข้อมูลแผนที่จากสำนักผังเมืองในรูปแบบ Open Source และประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลที่มีอยู่มาชำระและบูรณาการ แม้บางส่วนไม่สามารถเปิดเผยได้ตามข้อกำหนด PDPA แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้

 

กทม.ดัน Risk Map–Open Data รับมือร้อนจัด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5

 

เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ในรูปเอกสารกระดาษ กทม.ยังริเริ่มแนวคิด “อาสาสมัครเทคโนโลยี” จับคู่ทำงานกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในการเก็บข้อมูลเชิงสังคมระดับชุมชน ช่วยถ่ายทอดทักษะดิจิทัล สร้างความเข้าใจบริบทสุขภาพ และเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยในพื้นที่ ทำให้ฐานข้อมูลมีความครบถ้วนและทันสมัยมากขึ้น

 

แม้ปัจจุบัน กทม.จะมีชุดข้อมูลเผยแพร่แล้วมากกว่า 1,200 ชุด แต่ความท้าทายสำคัญคือความไม่สมบูรณ์และความล้าสมัยของข้อมูล เนื่องจากบางประเภทเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องกำหนดรอบการอัปเดตที่เหมาะสม ทั้งรายวัน รายเดือน หรือทุก 15 วัน ตามลักษณะข้อมูล ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากต้องระวังไม่ให้กลายเป็น “ขยะข้อมูล” ที่ลดประสิทธิภาพระบบ

 

ในภาพรวม แม้ข้อมูลและเทคโนโลยีจะไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกฎหมายหรืออำนาจระดับชาติ แต่การมีข้อมูลที่พร้อมใช้ เข้าใจง่าย และสื่อสารอย่างทันท่วงที จะช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารเมืองและการเตรียมตัวของประชาชนสอดคล้องกันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารเมืองในภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง

 

ที่มา: https://policywatch.thaipbs.or.th/

ข่าวล่าสุด

อัพเดต! รฟม.เร่งซ่อม MRT สายสีน้ำเงิน คาดเปิดเต็มระบบเช้า 21 ก.ย.69

อัพเดต! รฟม.เร่งซ่อม MRT สายสีน้ำเงิน คาดเปิดเต็มระบบเช้า 21 ก.ย.69