ส่องชัดๆ "เชียงใหม่โมเดล" ต้นแบบแก้ฝุ่นควันด้วยข้อมูลและนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขับเคลื่อนเชียงใหม่โมเดล บูรณาการ Big Data ไฟป่า ชุมชน และความมั่นคงไซเบอร์ สู่ระบบจัดการอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนระดับประเทศ
KEY
POINTS
- "เชียงใหม่โมเดล" ใช้ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) บูรณาการข้อมูลหลากหลายมิติ เช่น จุดความร้อน ค่าฝุ่น และสภาพอากาศ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำและจัดสรรทรัพยากรแก้ปัญหาได้ตรงจุด
- พัฒนานวัตกรรมเชิงรุกเพื่อจัดการที่ต้นเหตุ เช่น ระบบ "ไฟดี (FireD)" สำหรับบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่า และแพลตฟอร์ม "Fireman" ที่ใช้ติดตามสถานการณ์ไฟแบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของไฟป่า
- เป็นต้นแบบการแก้ปัญหาเชิงระบบที่เชื่อมโยง 3 มิติหลัก คือ การจัดการไฟป่า นโยบายบนฐานข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย
“เชียงใหม่โมเดล” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยมี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นแกนกลางทางวิชาการและนวัตกรรม โมเดลนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการลดค่าฝุ่นในระยะสั้น แต่ยกระดับการจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นเหตุของไฟป่า การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ การมีส่วนร่วมของชุมชน ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ภาคเหนือของประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากการพึ่งพาระบบข้อมูลดิจิทัลในระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จึงปรับบทบาทจากสถาบันการศึกษาและวิจัยสู่การเป็น “Regional Knowledge Hub” ที่ทำงานเชิงยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ ภายใต้แนวคิด Digital–Environmental Nexus เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาแบบตั้งรับ (Reactive) ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive) อย่างเป็นระบบ
ยุทธศาสตร์สำคัญของ มช. คือการสร้าง “System of Systems” ที่เชื่อมโยง 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) การจัดการไฟป่าเชิงพื้นที่ (2) การตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ (3) ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลที่ใช้กำหนดนโยบายมีความแม่นยำ โปร่งใส และปลอดภัยสูงสุด แนวคิดนี้สะท้อนผ่านโครงการ “Air for All” ซึ่งยกระดับการบริหารจัดการอากาศสะอาดให้เป็นวาระเชิงโครงสร้างของภูมิภาค
ในมิติ Data-Driven Policy มช. ได้พัฒนาระบบ PM2.5 Big Data Platform ที่บูรณาการข้อมูลฝุ่น PM2.5, PM10, จุดความร้อน (Hotspot) และข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากหลายหน่วยงานเข้าสู่ฐานข้อมูลเดียว (Integrated Data Lake) พร้อมสร้าง Baseline Database ครอบคลุม 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อใช้เป็น Benchmark เชิงนโยบาย ระบบ Dashboard และแผนที่ภูมิสารสนเทศ (GIS) ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นภาพสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ลดความล่าช้าในการรายงาน และเพิ่มความแม่นยำระดับพิกัดผ่านการประมวลผลด้วย AI ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นแบบ Targeted Intervention แทนการกระจายงบประมาณแบบหว่าน (Inefficient Allocation) ดังในอดีต
ในระดับปฏิบัติการภาคสนาม มช. ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้แผนงาน P24 เพื่อพัฒนาโมเดลการจัดการไฟป่าเชิงรุกในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย นวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ ระบบ “ไฟดี (FireD)” สำหรับบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลอย่างมีหลักวิทยาศาสตร์ ลดการสะสมของควันในสภาพอากาศปิด
ระบบ “ไฟดี (FireD)” คือ นวัตกรรมการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass Management) และการควบคุมการเผาอย่างมีวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของไฟป่าและปัญหาฝุ่นควัน PM2.5
พัฒนาโดยทีมวิจัยของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “จัดการไฟเพื่อจัดการอากาศ” ระบบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการดับไฟเมื่อเกิดเหตุเท่านั้น แต่เน้นการวางแผนเชิงรุกเพื่อลดการสะสมของเชื้อเพลิงในป่า ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของไฟป่าขนาดใหญ่
แพลตฟอร์ม “Fireman” สำหรับติดตามตำแหน่งเจ้าหน้าที่และสถานการณ์ไฟแบบเรียลไทม์ เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการสั่งการ รวมถึงการใช้ UAV ร่วมกับ AI เพื่อตรวจจับจุดความร้อนก่อนเกิดการลุกลามเป็นวงกว้าง แนวทางนี้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “การดับไฟ” ไปสู่ “การบริหารจัดการอากาศ” ผ่านการควบคุมต้นเหตุ
ขณะเดียวกัน มช. ยังให้ความสำคัญกับ Community Resilience หรือความยืดหยุ่นของชุมชน โดยติดตั้งระบบห้องปลอดฝุ่นและมุ้งความดันบวกในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 600 แห่งทั่วภาคเหนือ เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง พร้อมพัฒนา CleanAirNET Dust Response Kit ซึ่งเป็นกล่องฟอกอากาศแบบ DIY ที่ชุมชนสามารถประกอบเองได้ในต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ตลอดจนแพลตฟอร์ม “Air Quality by CMU” ผ่าน Line OA ที่สื่อสารข้อมูลคุณภาพอากาศที่ผ่านการตรวจสอบแล้วถึงประชาชนโดยตรง กลไกเหล่านี้ช่วยสร้าง Social Trust Architecture ที่ทำให้ข้อมูลภาครัฐและสถาบันการศึกษากลายเป็นเครื่องมือปกป้องสุขภาพสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลคุณภาพอากาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มช. ได้พัฒนา Trust Architecture ด้านดิจิทัลที่ครอบคลุมการคัดกรอง IP และ Ray ID เพื่อระบุแหล่งที่มาของการเข้าถึง การป้องกัน SQL Injection เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบิดเบือนข้อมูล PM2.5 และการตรวจจับ Malformed Data ที่อาจทำให้ระบบล่มในช่วงวิกฤต พร้อมทั้งติดตั้ง Web Application Firewall (WAF), ระบบ Redundancy และ High Availability, Access Logging และ Data Encryption เพื่อคุ้มครอง Baseline Database จากการโจมตีหรือการเข้าถึงโดยมิชอบ แนวทางนี้สะท้อนว่าความปลอดภัยของข้อมูล (Data Integrity) คือหัวใจของความปลอดภัยสาธารณะ
บทสรุปของโมเดล มช. แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาฝุ่นควันไม่สามารถอาศัยเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการ Data, Innovation, Community และ Security เข้าเป็นระบบเดียว ผ่านกระบวนการถอดบทเรียน After Action Review (AAR) และการใช้ Baseline Database เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ในฤดูกาลถัดไป นวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงไม่เพียงตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม หากแต่ยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่อง “อากาศสะอาด” ให้เป็นวาระเชิงโครงสร้างของภูมิภาค และเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีรับใช้สังคมอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ที่รองรับการกล่าวถึง “เชียงใหม่โมเดล” ว่าเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาฝุ่นควันด้วยการบูรณาการข้อมูลและนวัตกรรม
1. การใช้ระบบข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อจัดการฝุ่น
• จังหวัดเชียงใหม่ถูกเลือกเป็น พื้นที่นำร่อง (pilot area) สำหรับดำเนินการ “data-driven environmental management” โดยใช้ระบบข้อมูลที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นแบบ เรียลไทม์ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันการณ์ โดยร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน
2. ผลลัพธ์ตัวเลขหลังใช้ระบบ Big Data
• ตามรายงานข่าวกลางปี 2025 ที่เชียงใหม่เริ่มใช้แพลตฟอร์มข้อมูลออนไลน์ (Envi Link) ซึ่งเชื่อมข้อมูลกว่า 200 ชุดข้อมูลจากกว่า 30 หน่วยงาน พบว่า
– มี การลดลงมากกว่า 60% ของจำนวนจุดเผาไหม้ (hotspot burning points)
– ระดับ PM2.5 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับ ลดจำนวนปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศ ด้วย
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการข้อมูลสามารถผลักดันการจัดการฝุ่นให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
3. การสร้างฐานข้อมูลและ Dashboard วิเคราะห์
• แพลตฟอร์ม Envi Link ไม่ได้แค่รวมค่าฝุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมข้อมูลจุดความร้อน, พื้นที่ถูกเผา, permit การเผา, และข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยปฏิบัติการภาคสนามสามารถ
– ดูแนวโน้มสถานการณ์
– วิเคราะห์ผลลัพธ์ของมาตรการต่าง ๆ
– วางแผนเชิงรุกได้ดีขึ้น
ซึ่งเป็น “ข้อมูลเชิงประจักษ์” ว่าเชียงใหม่กำลังใช้งาน Big Data เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นอย่างมีระบบ
4. การยอมรับแบบเป็นทางการ
• สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระบุว่าโครงการ AirForAll – ลดการเผาเพื่ออากาศสะอาด เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมงานวิจัยและภาคีความร่วมมือหลายฝ่าย ชี้ว่ามาตรการนี้เป็น “โครงการแก้ปัญหาฝุ่นแบบบูรณาการ” ไม่ใช่แค่โครงการทดลองเล็ก ๆ


