BOI ปี 68 ทุบสถิติลงทุน 1.87 ล้านล้าน ดันไทยสู่ฮับนวัตกรรม
บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะลุ 1.87 ล้านล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ กลุ่มดิจิทัลมาแรง พร้อมกางแผนปี 69 ดึง Tech & Green เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทยสู่ฐานนวัตกรรม
KEY
POINTS
- บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2568 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่า 1.87 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%
- อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ดิจิทัล (Data Center), อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, เกษตรและแปรรูปอาหาร และปิโตรเคมี
- การลงทุนมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของภูมิภาค
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 และมีจำนวนโครงการรวม 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการก่อตั้งบีโอไอ
ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวในภูมิภาค
เจาะลึก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดเม็ดเงินสูงสุด กลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:
1. อุตสาหกรรมดิจิทัล (746,198 ล้านบาท): ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการ Data Center และ Cloud Services จากบริษัทชั้นนำ เช่น บจ.ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์, บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ และบริษัทจากสิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป
2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (277,645 ล้านบาท): เน้นการผลิตแผงวงจร (PCB) และการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทยโดย บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟฯ
3. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน (84,085 ล้านบาท): นำโดยค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง อีซูซุ และไทรอัมพ์ รวมถึงการลงทุนในระบบอัจฉริยะในรถยนต์
4. อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร (75,683 ล้านบาท): มุ่งเน้นอาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตสูงและการผลิตบรรจุภัณฑ์จากเศษวัสดุการเกษตร
5. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (58,396 ล้านบาท): มีโครงการสำคัญอย่างการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลและผงคาร์บอนสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนกว่า 1 แสนล้านบาท และมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ที่มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 99 สะท้อนการปรับตัวสู่ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลของผู้ประกอบการรายเดิม
สถิติการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และพื้นที่เป้าหมาย การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 1,359,925 ล้านบาท สิงคโปร์ครองอันดับ 1 (547,316 ล้านบาท) ตามมาด้วยฮ่องกง และจีน
โดยในแง่พื้นที่ ภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ด้วยสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 ของเงินลงทุนทั้งหมด ทั้งนี้ การออกบัตรส่งเสริมในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 1.15 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกมหาศาล ได้แก่
• การจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน
• การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี
• เพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี
ทิศทางและภารกิจสำคัญในปี 2569 แนวโน้มการลงทุนในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยหนุน 5 ด้าน คือ กระแสการโยกย้ายฐานผลิตจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI, เทรนด์ความยั่งยืน (Green Investment), การก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยที่เร่งการใช้ระบบอัตโนมัติ และความพร้อมของนโยบายประเทศไทย
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย บีโอไอได้วาง 5 ภารกิจหลักในปี 2569 ได้แก่
1. ดึงการลงทุน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์: BCG, EV/แบตเตอรี่, เซมิคอนดักเตอร์, ดิจิทัล/AI และศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
2. พัฒนาบุคลากรทักษะสูง: ผ่านโครงการ Skill Bridge และกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ
3. ดึงดูด Talent ต่างชาติ: ผ่านวีซ่าระยะยาว (LTR) และ Smart Visa
4. เสริมความเข้มแข็งซัพพลายเชน: เชื่อมโยงผู้ผลิตไทยสู่ห่วงโซ่คุณค่าโลกในกลุ่ม EV และเซมิคอนดักเตอร์
5. Ease of Investment: ปลดล็อคอุปสรรคการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งเบื้องต้นคัดเลือกแล้ว 16 โครงการ มูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท เพื่อเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น


