posttoday

ฝุ่นพิษคร่าคนป่วยปีละ 10 ล้าน ร้องเร่ง พ.ร.บ.อากาศสะอาดคุ้มครองคนไทย

25 มกราคม 2569

PM2.5 พุ่งต่อเนื่อง กระทบสุขภาพคนไทยหนัก เด็ก ผู้สูงอายุเสี่ยงสูง สภาผู้บริโภคชี้เป็นปัญหาโครงสร้าง เรียกร้องเร่งออก พ.ร.บ.อากาศสะอาด รับรองสิทธิหายใจอากาศปลอดภัย

KEY

POINTS

  • ฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยอย่างรุนแรง โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐถึงปีละประมาณ 10 ล้านคน และยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
  • ปัญหาฝุ่นพิษถูกมองว่าเป็น "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ที่เกิดจากหลายสาเหตุซับซ้อน เช่น การเผาในภาคเกษตร การคมนาคม และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการแก้ไขที่ผ่านมายังไม่สามารถจัดการที่ต้นเหตุได้
  • มีการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งผลักดัน "พ.ร.บ.อากาศสะอาด" ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นกฎหมายหลักในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และกำหนดความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษอย่างชัดเจน

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในประเทศไทยทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครรายงานว่า ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐานตลอดทั้งสัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง สภาผู้บริโภคชี้ว่า ปัญหาฝุ่นพิษไม่ใช่เหตุการณ์ตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ปัญหาโครงสร้าง” ระยะยาวที่กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองเร่งผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

 

นางสาวมลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ระบุว่า วิกฤตฝุ่นควันในปัจจุบันเกิดจากหลายปัจจัยทับซ้อน ทั้งการเผาในภาคเกษตรและพื้นที่ป่า ระบบคมนาคมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ภาคอุตสาหกรรมที่ยังขาดการควบคุมอย่างเข้มงวด รวมถึงการจัดการเชิงนโยบายที่แยกส่วนและขาดกลไกบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหายังเน้นเฉพาะหน้า ไม่ได้จัดการที่ต้นเหตุ ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

 

ข้อมูลจากกรมการแพทย์ในปี 2568 ระบุว่า โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศมีผู้ป่วยจากผลกระทบฝุ่น PM2.5 สูงถึงประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ยังไม่รวมผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกเอกชน กลุ่มโรคที่พบมากที่สุดคือโรคระบบทางเดินหายใจ รองลงมาคือโรคผิวหนังและโรคตา โดยผู้ที่มีโรคประจำตัวเดิมมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หอบหืดกำเริบหรือปอดอักเสบ นอกจากนี้ การสัมผัสฝุ่นเป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด และทำให้ภาระค่ารักษาพยาบาลของรัฐและครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในมิติทางเศรษฐกิจ งานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่าฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยในระดับมหาศาล โดยการศึกษาของวิษณุ อรรถวานิช ประเมินว่าความเสียหายของครัวเรือนไทยสูงถึง 2.17 ล้านล้านบาทต่อปี เฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีมูลค่าความเสียหายถึง 4.36 แสนล้านบาทต่อปี ครอบคลุมทั้งต้นทุนด้านสุขภาพ การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน และผลกระทบต่อภาคบริการและการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์มลพิษที่เลวร้ายยังอาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางและลดการใช้จ่าย กระทบรายได้ของประเทศในระยะยาว

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว สภาผู้บริโภคเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการดูแลสุขภาพเชิงรุก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นควรมีระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม สนับสนุนหน้ากากที่ได้มาตรฐานแก่กลุ่มเปราะบาง เพิ่มการเข้าถึงบริการคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบ และกำหนดมาตรการทำงานหรือเรียนจากที่บ้านเมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐาน ขณะเดียวกันควรยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ โดยบรรจุการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในทุกระบบการรักษา เริ่มจากกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่มลพิษสูง

 

ในเชิงนโยบาย สภาผู้บริโภคเสนอให้แก้ปัญหาแบบคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ทั้งภาคเกษตรที่ต้องสนับสนุนทางเลือกแทนการเผา พื้นที่เมืองที่ต้องลดมลพิษจากยานพาหนะและส่งเสริมขนส่งสาธารณะ รวมถึงพื้นที่ป่าและชายแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพื้นที่และข้ามประเทศ พร้อมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง

 

และหัวใจสำคัญคือการเร่งผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งสภาผู้บริโภคมองว่าเป็นเครื่องมือหลักในการคุ้มครองประชาชนใน 4 มิติ ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่ยึดผลกระทบต่อสุขภาพเป็นศูนย์กลาง การกำหนดความรับผิดชอบของรัฐและผู้ก่อมลพิษอย่างชัดเจน การเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการเยียวยาและความยุติธรรม และการลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพผ่านระบบสาธารณสุข

 

“พ.ร.บ.อากาศสะอาดไม่ใช่เพียงกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่คือกฎหมายคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการหายใจอากาศที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพ”

 

นางสาวมลฤดีกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองผลักดันกฎหมายฉบับนี้เป็นวาระแห่งชาติ โดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ และให้เสียงของประชาชนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบนโยบาย

 

อัปเดตสถานะ พ.ร.บ.อากาศสะอาด (Clean Air Bill) ไทย

1. ข้อมูลพื้นฐานของร่างกฎหมาย

Clean Air Bill (พระราชบัญญัติอากาศสะอาด) เป็นร่างกฎหมายที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมทั้งการควบคุมมลพิษ การคุ้มครองสุขภาพของประชาชน และกำหนดหน้าที่ของรัฐและผู้ก่อมลพิษอย่างชัดเจน

2. สถานะล่าสุดของร่างพ.ร.บ.

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดผ่านการพิจารณา วาระที่ 3 ในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ (มากกว่า 300 เสียง) และได้รับการส่งต่อไปยัง วุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายจริง

3. จุดเน้นหลักของร่างกฎหมาย

กฎหมายนี้ รับรองสิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศที่สะอาด และจะมีมาตรการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศและการบังคับใช้เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน

มีการกำหนด บทลงโทษ และมาตรการควบคุมผู้ก่อมลพิษ ที่จะช่วยสร้างความรับผิดชอบให้กับรัฐ และภาคธุรกิจที่เป็นแหล่งปล่อยมลพิษ

4. ความเห็นจากภาคต่าง ๆ

ภาคประชาชนและนักเคลื่อนไหวเน้นว่า หลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ” (polluter pays) เป็นหัวใจสำคัญของร่างกฎหมาย หากมาตรการนี้อ่อนแอ จะทำให้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ

ภาคธุรกิจบางส่วนยอมรับหลักการสิ่งแวดล้อม แต่เรียกร้องให้พิจารณาผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมมลพิษยังคงสนับสนุนการผ่านกฎหมายให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหามลพิษที่เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข

5. สิ่งที่รอการดำเนินการต่อไป

หลังจากผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ร่าง พ.ร.บ. จะต้องผ่าน การพิจารณาของวุฒิสภา และหากผ่าน จะต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็น กฎหมายเต็มรูปแบบ ต่อไป

สรุปสถานะปัจจุบัน (เม.ย.–ม.ค. 2026)

- ผ่าน วาระที่ 3 ในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์
- อยู่ระหว่างพิจารณาใน วุฒิสภา
- หากวุฒิสภาพิจารณาเสร็จและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะกลายเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่มีผลบังคับใช้จริงในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

ฝุ่นพิษคร่าคนป่วยปีละ 10 ล้าน ร้องเร่ง พ.ร.บ.อากาศสะอาดคุ้มครองคนไทย