posttoday

แก้ฝุ่น PM2.5 ต้องใช้การเมืองดี เลิกพึ่งดวง ใช้รัฐบาลที่เห็นค่าชีวิตคน

14 มกราคม 2569

รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย ชี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดค้างเติ่ง ขณะคนไทยสูดฝุ่นแทนบุหรี่ บทเรียนจากจีน-สิงคโปร์ชี้ชัด ปัญหาฝุ่นแก้ได้ถ้ามีกฎหมายเข้มและรัฐบาลที่เห็นหัวประชาชน

รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความประเด็นเรื่องฝุ่น PM 2.5

โดยมีเนื้อหาใจความว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยไม่ใช่เพียงปัญหาทางธรรมชาติหรือความซวยรายฤดูกาล แต่คือความล้มเหลวเชิงนโยบายที่เครื่องมือสำคัญอย่างร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยังคงถูกแช่แข็งอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ 
 

ขณะที่รัฐบาลมักอ้างปัจจัยทางสภาพอากาศอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา เป็นเหตุผลประกอบ แต่บทเรียนจากประเทศจีนและสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มลพิษทางอากาศสามารถบริหารจัดการได้จริงผ่านเป้าหมายที่ชัดเจน

 การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด และความรับผิดชอบทางการเมืองที่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้น การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่คนไทยต้องเลือกพรรคการเมืองที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะเม็ดเงินซื้อเสียง เพื่อเปลี่ยนทิศทางจากการ "ทำใจ" ไปสู่การมี "อากาศสะอาด" ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริง

แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องใช้การเมืองดีและมีรัฐบาลเห็นค่าชีวิตคนไทย 

โดย รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในขณะที่เครื่องมือทางกฎหมายที่จะจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 คือ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ได้ติดค้างอยู่ที่ สว. จนกระทั่งยุบสภา โดยคนไทยอาจได้เริ่มนับหนึ่งใหม่เรื่องกฎหมายฉบับนี้ที่ขับเคลื่อนผลักดันมานานหลายปี ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะให้ความสำคัญต่อชีวิตคนไทยและนำร่างกฎหมายกลับมาพิจารณา ดังนั้น ช่วงนี้คนไทยก็ใช้ชีวิตเหมือนสูบบุหรี่ทุกวันต่อไป ผ่านการสูดดมฝุ่น PM2.5 ที่กำลังทวีรุนแรงขึ้นในรอบสัปดาห์นี้ 

ในฤดูกาลฝุ่น PM2.5 รอบนี้ อาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยธรรมชาติยังเอื้อในระดับหนึ่ง เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ระดับโลกของเอลนีโญ-ลานีญา หรือ ENSO มีผลโดยตรงต่อความร้อนแล้งและปริมาณฝนตกในประเทศไทย และยังส่งผลต่อปริมาณฝุ่น PM2.5  ดังนั้น รอบปีที่ผ่านมาเป็นลานีญา ทำให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมอย่างน้อย 30 จังหวัด รวมทั้งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ นอกจากนี้ ลานีญา ยังทำให้ฝุ่น PM2.5 ในฤดูกาลนี้ ค่อนข้างจะบรรเทาลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยธรรมชาติไม่สามารถทดแทนนโยบายรัฐบาลได้ 
แก้ฝุ่น PM2.5 ต้องใช้การเมืองดี เลิกพึ่งดวง ใช้รัฐบาลที่เห็นค่าชีวิตคน

ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ หลายประเทศเคยเผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงไม่ต่างจากประเทศไทยในปัจจุบัน กรณีของจีนและสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐจริงจังกับนโยบายและการบริหารจัดการ ปัญหานี้ย่อมคลี่คลายได้

จีน: เป้าหมายชัด กฎหมายเข้ม และติดตามผลจริงจัง

ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2556 เมืองใหญ่ของจีน เช่น ปักกิ่ง มีระดับ PM2.5 สูงวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงออกแผนควบคุมมลพิษทางอากาศระดับชาติ โดยกำหนดเป้าหมายการลด PM2.5 อย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาค

มาตรการสำคัญ ได้แก่ การปิดหรือปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ผ่านมาตรฐาน การลดการใช้ถ่านหินในเมืองใหญ่ การควบคุมยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษสูง และการส่งเสริมพลังงานสะอาด นอกจากนี้ จีนยังลงทุนอย่างมากในระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
จุดที่สำคัญคือ รัฐบาลจีนเชื่อมโยงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับการประเมินผลงานของผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้การบังคับใช้นโยบายไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ แต่มีต้นทุนทางการเมืองหากไม่ทำ ผลที่ตามมาคือ ระดับ PM2.5 ในหลายเมืองลดลงอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่ปี

สิงคโปร์: กฎหมายเข้ม ข้อมูลโปร่งใส และการบริหารจัดการ

สิงคโปร์มีบริบทต่างจากจีน โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นส่วนใหญ่มาจากหมอกควันข้ามพรมแดน แนวทางของสิงคโปร์จึงเน้นการบริหารจัดการและการลดผลกระทบต่อประชาชน

สิงคโปร์ออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act 2014 เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่า แม้จะอยู่นอกประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบดัชนีคุณภาพอากาศ (PSI) ที่สื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ

สิงคโปร์ลงทุนต่อเนื่องในระบบขนส่งสาธารณะ การจำกัดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคล และการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด ทำให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในช่วงที่เกิดหมอกควันรุนแรง ดังนั้น แม้ควบคุมแหล่งกำเนิดทั้งหมดไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่ใช้ข้อจำกัดนี้เป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไร

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในขณะที่เครื่องมือเชิงนโยบายอย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดยังติดค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ มี สว.จากสายการแพทย์บางท่าน ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวทางสุขภาพโดยละเอียด พร้อมการสื่อสารว่า “ฝุ่นก็จะผ่านไป” ทั้งที่ การจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการรอให้วิกฤตผ่านไปเอง คือการผลักภาระให้คนไทย

กรณีของจีนและสิงคโปร์ สามารถสะท้อนว่า การแก้ปัญหา PM2.5 ต้องอาศัยมากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า หัวใจสำคัญคือ เป้าหมายที่ชัดเจน กฎหมายที่บังคับใช้จริง และ ระบบบริหารภาครัฐที่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ 

หากประเทศไทยยังพึ่งพาการขอความร่วมมือหรือมาตรการชั่วคราว ปัญหาฝุ่นย่อมวนเวียนกลับมาอีกทุกปี แต่หากรัฐบาลเลือกที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปัญหานี้ก็สามารถเปลี่ยนทิศทางได้เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ

เลือกตั้งเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง 

เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า หากผู้นำประเทศตั้งใจทำเพื่อประชาชน ก็คือ มุ่งไปที่คุณภาพชีวิตของคนไทย ก็ควรจะมีอากาศสะอาดให้คนไทยหายใจ ดังนั้น การเลือกตั้งปีนี้ ก็อย่าเลือกพรรคการเมืองซื้อเสียง 

ตามที่ท่าน “หลวงพ่อคูณ” เคยเทศน์ว่า “กูก็ขอให้พวกมึงเลือกคนดีเลือกคนที่พวกมึงพอใจนั่นแหละ มึงชอบคนไหนก็เอาคนนั้นแหละเน้อ ให้เงินก็เอา เงินใครจะไม่อยากได้ละ มันให้คนละร้อย สองร้อย ห้าร้อย ให้แล้วก็ไม่ต้องไปเลือกมันดอก ...” ก็ขอเชิญชวนให้ทุกท่านเลือกเพื่ออนาคตตนเองและลูกหลาน ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะใส่ซองหรือแจกเงิน

เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือผู้กำหนดทิศทางนโยบายผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคการเมืองที่มีนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนเอง และควรเป็นพรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจทำนโยบายตามที่หาเสียง 

เพราะถ้าการเมืองดีและมีรัฐบาลเห็นค่าชีวิตคนไทย ไม่ใช่การเมืองประเภทที่ทำเผื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและนักการเมืองไม่กี่ตระกูล ประเทศไทยก็อาจพ้นภัยคุกคามความมั่นคงชีวิตคนไทยจากฝุ่น PM2.5 ได้เหมือนจีนและสิงคโปร์  

รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 

ข่าวล่าสุด

Sturia ปักธงคาเวียร์ฝรั่งเศสมาตรฐาน PGI ย้ำความยั่งยืนสู้ตลาดจีน