แก้ฝุ่น PM2.5 ต้องใช้การเมืองดี เลิกพึ่งดวง ใช้รัฐบาลที่เห็นค่าชีวิตคน
รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย ชี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดค้างเติ่ง ขณะคนไทยสูดฝุ่นแทนบุหรี่ บทเรียนจากจีน-สิงคโปร์ชี้ชัด ปัญหาฝุ่นแก้ได้ถ้ามีกฎหมายเข้มและรัฐบาลที่เห็นหัวประชาชน
รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความประเด็นเรื่องฝุ่น PM 2.5
โดยมีเนื้อหาใจความว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยไม่ใช่เพียงปัญหาทางธรรมชาติหรือความซวยรายฤดูกาล แต่คือความล้มเหลวเชิงนโยบายที่เครื่องมือสำคัญอย่างร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยังคงถูกแช่แข็งอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ
ขณะที่รัฐบาลมักอ้างปัจจัยทางสภาพอากาศอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา เป็นเหตุผลประกอบ แต่บทเรียนจากประเทศจีนและสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มลพิษทางอากาศสามารถบริหารจัดการได้จริงผ่านเป้าหมายที่ชัดเจน
การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด และความรับผิดชอบทางการเมืองที่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้น การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่คนไทยต้องเลือกพรรคการเมืองที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะเม็ดเงินซื้อเสียง เพื่อเปลี่ยนทิศทางจากการ "ทำใจ" ไปสู่การมี "อากาศสะอาด" ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริง
แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องใช้การเมืองดีและมีรัฐบาลเห็นค่าชีวิตคนไทย
โดย รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในขณะที่เครื่องมือทางกฎหมายที่จะจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 คือ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ได้ติดค้างอยู่ที่ สว. จนกระทั่งยุบสภา โดยคนไทยอาจได้เริ่มนับหนึ่งใหม่เรื่องกฎหมายฉบับนี้ที่ขับเคลื่อนผลักดันมานานหลายปี ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะให้ความสำคัญต่อชีวิตคนไทยและนำร่างกฎหมายกลับมาพิจารณา ดังนั้น ช่วงนี้คนไทยก็ใช้ชีวิตเหมือนสูบบุหรี่ทุกวันต่อไป ผ่านการสูดดมฝุ่น PM2.5 ที่กำลังทวีรุนแรงขึ้นในรอบสัปดาห์นี้
ในฤดูกาลฝุ่น PM2.5 รอบนี้ อาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยธรรมชาติยังเอื้อในระดับหนึ่ง เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ระดับโลกของเอลนีโญ-ลานีญา หรือ ENSO มีผลโดยตรงต่อความร้อนแล้งและปริมาณฝนตกในประเทศไทย และยังส่งผลต่อปริมาณฝุ่น PM2.5 ดังนั้น รอบปีที่ผ่านมาเป็นลานีญา ทำให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมอย่างน้อย 30 จังหวัด รวมทั้งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ นอกจากนี้ ลานีญา ยังทำให้ฝุ่น PM2.5 ในฤดูกาลนี้ ค่อนข้างจะบรรเทาลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยธรรมชาติไม่สามารถทดแทนนโยบายรัฐบาลได้
ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ หลายประเทศเคยเผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงไม่ต่างจากประเทศไทยในปัจจุบัน กรณีของจีนและสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐจริงจังกับนโยบายและการบริหารจัดการ ปัญหานี้ย่อมคลี่คลายได้
จีน: เป้าหมายชัด กฎหมายเข้ม และติดตามผลจริงจัง
ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2556 เมืองใหญ่ของจีน เช่น ปักกิ่ง มีระดับ PM2.5 สูงวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงออกแผนควบคุมมลพิษทางอากาศระดับชาติ โดยกำหนดเป้าหมายการลด PM2.5 อย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาค
มาตรการสำคัญ ได้แก่ การปิดหรือปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ผ่านมาตรฐาน การลดการใช้ถ่านหินในเมืองใหญ่ การควบคุมยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษสูง และการส่งเสริมพลังงานสะอาด นอกจากนี้ จีนยังลงทุนอย่างมากในระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
จุดที่สำคัญคือ รัฐบาลจีนเชื่อมโยงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับการประเมินผลงานของผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้การบังคับใช้นโยบายไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ แต่มีต้นทุนทางการเมืองหากไม่ทำ ผลที่ตามมาคือ ระดับ PM2.5 ในหลายเมืองลดลงอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่ปี
สิงคโปร์: กฎหมายเข้ม ข้อมูลโปร่งใส และการบริหารจัดการ
สิงคโปร์มีบริบทต่างจากจีน โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นส่วนใหญ่มาจากหมอกควันข้ามพรมแดน แนวทางของสิงคโปร์จึงเน้นการบริหารจัดการและการลดผลกระทบต่อประชาชน
สิงคโปร์ออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act 2014 เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่า แม้จะอยู่นอกประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบดัชนีคุณภาพอากาศ (PSI) ที่สื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ
สิงคโปร์ลงทุนต่อเนื่องในระบบขนส่งสาธารณะ การจำกัดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคล และการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด ทำให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในช่วงที่เกิดหมอกควันรุนแรง ดังนั้น แม้ควบคุมแหล่งกำเนิดทั้งหมดไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่ใช้ข้อจำกัดนี้เป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไร
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
สิ่งที่น่ากังวลคือ ในขณะที่เครื่องมือเชิงนโยบายอย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดยังติดค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ มี สว.จากสายการแพทย์บางท่าน ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวทางสุขภาพโดยละเอียด พร้อมการสื่อสารว่า “ฝุ่นก็จะผ่านไป” ทั้งที่ การจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการรอให้วิกฤตผ่านไปเอง คือการผลักภาระให้คนไทย
กรณีของจีนและสิงคโปร์ สามารถสะท้อนว่า การแก้ปัญหา PM2.5 ต้องอาศัยมากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า หัวใจสำคัญคือ เป้าหมายที่ชัดเจน กฎหมายที่บังคับใช้จริง และ ระบบบริหารภาครัฐที่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์
หากประเทศไทยยังพึ่งพาการขอความร่วมมือหรือมาตรการชั่วคราว ปัญหาฝุ่นย่อมวนเวียนกลับมาอีกทุกปี แต่หากรัฐบาลเลือกที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปัญหานี้ก็สามารถเปลี่ยนทิศทางได้เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ
เลือกตั้งเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า หากผู้นำประเทศตั้งใจทำเพื่อประชาชน ก็คือ มุ่งไปที่คุณภาพชีวิตของคนไทย ก็ควรจะมีอากาศสะอาดให้คนไทยหายใจ ดังนั้น การเลือกตั้งปีนี้ ก็อย่าเลือกพรรคการเมืองซื้อเสียง
ตามที่ท่าน “หลวงพ่อคูณ” เคยเทศน์ว่า “กูก็ขอให้พวกมึงเลือกคนดีเลือกคนที่พวกมึงพอใจนั่นแหละ มึงชอบคนไหนก็เอาคนนั้นแหละเน้อ ให้เงินก็เอา เงินใครจะไม่อยากได้ละ มันให้คนละร้อย สองร้อย ห้าร้อย ให้แล้วก็ไม่ต้องไปเลือกมันดอก ...” ก็ขอเชิญชวนให้ทุกท่านเลือกเพื่ออนาคตตนเองและลูกหลาน ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะใส่ซองหรือแจกเงิน
เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือผู้กำหนดทิศทางนโยบายผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคการเมืองที่มีนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนเอง และควรเป็นพรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจทำนโยบายตามที่หาเสียง
เพราะถ้าการเมืองดีและมีรัฐบาลเห็นค่าชีวิตคนไทย ไม่ใช่การเมืองประเภทที่ทำเผื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและนักการเมืองไม่กี่ตระกูล ประเทศไทยก็อาจพ้นภัยคุกคามความมั่นคงชีวิตคนไทยจากฝุ่น PM2.5 ได้เหมือนจีนและสิงคโปร์
รศ. ดร. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


