posttoday

เจาะนโยบายพลังงาน 5 พรรค เดิมพันอนาคตพลังงานสะอาดของไทย ศึกเลือกตั้ง 2569

09 มกราคม 2569

ชวนจับตา นโยบายพลังงานของ 5 พรรคใหญ่ในการเลือกตั้ง 2569 ที่แตกต่างกันชัดเจน ตั้งแต่การปฏิรูประบบพลังงานสู่ Net Zero ไปจนถึงการลดค่าไฟและโซลาร์เพื่อประชาชน

KEY

POINTS

  • พรรคการเมืองส่วนใหญ่เสนอนโยบายพลังงานที่มุ่งแก้ปัญหาค่าครองชีพเฉพาะหน้าเป็นหลัก โดยใช้พลังงานสะอาดเป็นเครื่องมือลดค่าไฟฟ้าและค่าเดินทาง เช่น การส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน และการอุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้า
  • บางพรรคเสนอแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการลดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล เช่น การทลายทุนผูกขาดในธุรกิจพลังงาน และการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน
  • แม้ทุกพรรคจะกล่าวถึงพลังงานสะอาด แต่มีเป้าหมายต่างกัน โดยบางพรรคเน้นประโยชน์ด้านการลดรายจ่ายครัวเรือน ในขณะที่บางพรรคตั้งเป้าหมายระดับชาติที่ชัดเจนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

สมรภูมินโยบายพลังงาน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 คือช่วงเวลาแห่งความคาดหวังครั้งสำคัญของสังคมไทย ที่ประชาชนต่างมองหาการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำพาประเทศออกจากสภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ปัญหาหนี้สิน และความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ นโยบายด้านพลังงานได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเด็นหลักและกลายเป็นสมรภูมิที่ทุกพรรคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นค่าครองชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

 

โพสต์ทูเดย์เปรียบเทียบนโยบายด้านพลังงานและพลังงานสะอาดของ 5 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ, พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย เพื่อให้เห็นภาพรวมแนวทาง จุดเด่น และข้อสังเกตของแต่ละพรรคอย่างรอบด้าน ซึ่งจะช่วยให้สามารถประเมินแนวทางนโยบายที่จะกำหนดทิศทางอนาคตพลังงานของประเทศได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

เจาะนโยบายพลังงาน 5 พรรค เดิมพันอนาคตพลังงานสะอาดของไทย ศึกเลือกตั้ง 2569

เริ่มจากแนวทางของพรรคพลังประชารัฐเป็นลำดับแรก ซึ่งยังคงชูธงนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องและความมั่นคงเป็นหัวใจสำคัญ

 

1.

"พรรคพลังประชารัฐ" มั่นคง-ฟื้นฟู-ดูแล กับโจทย์พลังงานที่เน้นแก้ปัญหาปากท้อง

 

พรรคพลังประชารัฐยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบาย 3 เสาหลัก คือ "มั่นคง ฟื้นฟู และดูแล" ซึ่งสะท้อนการมองปัญหาพลังงานผ่านเลนส์ของความมั่นคงของรัฐและภาระค่าครองชีพของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมีนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยตรงดังนี้

 

  • ไฟฟ้าประชารัฐ แนวคิดหลักคือการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในระดับชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงพลังงานสะอาดเข้ากับการลดค่าใช้จ่ายในระดับครัวเรือนโดยตรง พร้อมทั้งมีนโยบายเพิ่มปริมาณและราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคครัวเรือน
  • มาตรการลดค่าครองชีพ นโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างชัดเจน ได้แก่ การลดราคาก๊าซหุงต้มลง 50 บาทต่อถัง และ การอุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้า ในช่วงเวลาเร่งด่วน สำหรับผู้ที่เดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางเมือง

 

แม้ว่านโยบาย "ไฟฟ้าประชารัฐ" จะเป็นธงสีเขียวที่ชัดเจนที่สุดของพรรค แต่ในภาพรวมยังคงเป็นการมองพลังงานสะอาดในฐานะ "เครื่องมือช่วยลดค่าไฟ" มากกว่าที่จะเป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เชิงโครงสร้างเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อนหรือบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) อย่างจริงจัง

 

 

เจาะนโยบายพลังงาน 5 พรรค เดิมพันอนาคตพลังงานสะอาดของไทย ศึกเลือกตั้ง 2569

 

2.

"พรรคภูมิใจไทย" พลังงานสะอาดถึงบ้าน ลดรายจ่ายด้วยโซลาร์เซลล์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

 

ยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการนำเสนอโครงการพลังงานสะอาดที่ประชาชนสามารถจับต้องได้และเห็นผลลัพธ์ในการลดรายจ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สื่อสารได้ง่ายและสามารถเข้าถึงฐานเสียงในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายเรือธง 2 โครงการหลัก

  • สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน เพื่อลดค่าไฟและเพิ่มรายได้จากการขายไฟฟ้าที่เหลือกลับเข้าโครงข่าย โดยเป็นการผลักดันให้คนทั่วไปเข้าถึงพลังงานสะอาดเองได้มากขึ้น
  • สนับสนุนการใช้ EV และรถไฟฟ้า ในชีวิตประจำวันของประชาชน มีแนวคิดให้ประชาชนสามารถซื้อ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในราคาพิเศษ/ผ่อนจ่ายได้ เพื่อช่วยให้การใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น เช่น สิทธิซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในราคาต่ำและผ่อนยาว 

 

แม้ว่าพรรคจะเน้นเรื่องพลังงานสะอาดเพื่อประชาชนเป็นหลัก มากกว่า “เป้าหมายลดคาร์บอนระดับประเทศ” แต่แนวทางของพรรคยังเชื่อมโยงกับมาตรการลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนผ่านพลังงานสะอาด เช่น การลดค่าไฟและโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อช่วยประชาชนในทางปฏิบัติแทนการตั้งตัวเลขลด CO₂ โดยตรง

 

เจาะนโยบายพลังงาน 5 พรรค เดิมพันอนาคตพลังงานสะอาดของไทย ศึกเลือกตั้ง 2569

 

3.

"พรรคประชาธิปัตย์" ลดค่าไฟด้วยการบริหารต้นทุน และมุ่งสู่ศูนย์กลางพลังงานอาเซียน

 

พรรคประชาธิปัตย์ชูจุดเด่นด้านการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเน้นย้ำว่าจะไม่ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน และได้วางวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าด้วยการตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

  • การบริหารจัดการต้นทุน ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูง และนำเข้าไฟฟ้าพลังงานสะอาดจาก สปป.ลาว
  • ต่ออายุโรงไฟฟ้าที่หมดสัมปทาน เพื่อใช้เป็นกำลังสำรองราคาถูก โดยไม่ต้องจ่ายค่าความพร้อมใช้ (Availability Payment)
  • การส่งเสริมพลังงานสะอาด เปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตบนหลังคาบ้านของประชาชน
  • ศูนย์กลางพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid) วางวิสัยทัศน์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางของระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะสร้างรายได้จากการเป็นเส้นทางผ่าน (ค่าผ่านทาง) ของไฟฟ้าที่ส่งจาก สปป.ลาว ไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท

 

จุดเด่นของนโยบายพรรคประชาธิปัตย์คือการมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเจรจาต่อรองและการผลักดันนโยบายในระดับภูมิภาคให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพทางการเมือง

 

เจาะนโยบายพลังงาน 5 พรรค เดิมพันอนาคตพลังงานสะอาดของไทย ศึกเลือกตั้ง 2569

 

4.

"พรรคประชาชน" ทลายทุนผูกขาด ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่ออนาคต

 

จุดยืนของพรรคประชาชนมีความแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานทั้งระบบ เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดการผูกขาด และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

  • การปฏิรูปโครงสร้าง นโยบายหลักคือการทลายการผูกขาดในธุรกิจพลังงาน และออกแบบโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และมีการแข่งขันมากขึ้น
  • เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปี 2040 และมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2050
  • กลไกสนับสนุน เสนอให้ใช้กลไกสินเชื่อผ่านบิลค่าไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้น และนำระบบ Smart Grid มาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ

 

นโยบายของพรรคประชาชนถือเป็นแนวทางที่มีความทะเยอทะยานและมุ่งแก้ปัญหาที่รากฐานของโครงสร้างพลังงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่แค่กลุ่มทุน แต่เป็นความน่าเชื่อถือทางการเมืองของพรรคเอง ดังที่นักวิเคราะห์ชี้ว่าชื่อเสียงของพรรค "ได้ลดลงและเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ" (significantly declined and damaged) หลังเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2566 ซึ่งอาจทำให้การผลักดันนโยบายปฏิรูปที่ต้องอาศัยฉันทามติในวงกว้างเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

 

เจาะนโยบายพลังงาน 5 พรรค เดิมพันอนาคตพลังงานสะอาดของไทย ศึกเลือกตั้ง 2569

 

5.

"พรรคเพื่อไทย" ลดภาระค่าเดินทาง เชื่อมโยงพลังงานกับระบบขนส่งมวลชน

 

แนวทางของพรรคเพื่อไทยในการแก้ปัญหาพลังงานนั้น เน้นไปที่การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนทางอ้อม ผ่านการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพและราคาเข้าถึงได้ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว และนำไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในการเดินทางของประชาชนโดยรวม

  • ลดค่าไฟฟ้า ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 3.70 บาทต่อหน่วย
  • ยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ นำเสนอนโยบายที่โดดเด่นคือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถโดยสารประจำทางติดแอร์ในราคา 10 บาท ควบคู่ไปกับการสร้างระบบขนส่งรอง (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางให้ครอบคลุมและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

 

นี่คือแนวทางการจัดการด้านอุปสงค์ (Demand-Side Management) ที่น่าสนใจ ซึ่งแตกต่างจากพรรคอื่นที่เน้นด้านอุปทาน (Supply-Side) เป็นหลัก โดยเชื่อมโยงการลดภาระค่าครองชีพเข้ากับการส่งเสริมพฤติกรรมการเดินทางที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่า นโยบายค่าโดยสารราคาถูกจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมืองให้ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้อย่างมีนัยสำคัญจริงหรือไม่ อีกทั้งนโยบายนี้ยังมีประโยชน์ในการช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษทางอากาศในเขตเมือง ซึ่งเป็นผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

เปรียบเทียบ ใครตอบโจทย์อนาคตพลังงานไทย?

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปและเปรียบเทียบนโยบายของทั้ง 5 พรรคการเมืองได้ดังตารางต่อไปนี้

 

เจาะนโยบายพลังงาน 5 พรรค เดิมพันอนาคตพลังงานสะอาดของไทย ศึกเลือกตั้ง 2569

 

จากการวิเคราะห์ภาพรวม จะเห็นแนวโน้มหลักว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมระยะสั้นที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟฟ้า การอุดหนุนราคาพลังงาน หรือการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่าย แนวโน้มนี้ยังปรากฏชัดในนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เสนอการลดราคาพลังงานอย่างสุดขั้ว เช่น น้ำมันเบนซินลิตรละ 30 บาท และค่าไฟ 3.3 บาทต่อหน่วย

 

อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่พรรคที่นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวอย่างจริงจัง เช่น พรรคประชาชนที่ชูธงการทลายทุนผูกขาด หรือพรรคประชาธิปัตย์ที่วางวิสัยทัศน์ระดับภูมิภาค ขณะที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทยยังคงเน้นการแก้ปัญหาปากท้องเป็นหัวใจสำคัญ

 

ท้ายที่สุดแล้ว การที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับนโยบายลดแลกแจกแถมระยะสั้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะเอาตัวรอดใน "วัฏจักรการเมืองแบบเดิม" (same old cycle) ที่นักวิเคราะห์กังวล นโยบายเหล่านี้จะสามารถนำพาประเทศไทยให้ก้าวข้ามวัฏจักรดังกล่าวและตอบโจทย์อนาคตที่ต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามที่ต้องรอการพิสูจน์ ซึ่งคำตอบส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนในสนามเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้

ข่าวล่าสุด

ตรวจเข้มผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ ป้องกันกักตุน - ลักลอบจำหน่าย