posttoday

CMU Carbon One เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามทดลองของโลกคาร์บอนต่ำ

07 มกราคม 2569

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านโครงการ CMU Carbon One บูรณาการพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่ออนาคตยั่งยืนของสังคม

KEY

POINTS

  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ริเริ่มโครงการ "CMU Carbon One" เพื่อเปลี่ยนพื้นที่มหาวิทยาลัยให้เป็น "สนามทดลองที่มีชีวิต" (Living Lab) โดยมีเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ผ่านยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการวัดผลที่แม่นยำ
  • ดำเนินแผนปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) การเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้า และการจัดการขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน (Waste to Energy)
  • โครงการนี้ไม่ได้มุ่งแค่ลดคาร์บอนภายในมหาวิทยาลัย แต่ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติการ (Actionable Blueprint) ที่สามารถถอดบทเรียนและขยายองค์ความรู้สู่สังคม เพื่อให้องค์กรอื่นนำไปปรับใช้สู่เป้าหมายโลกคาร์บอนต่ำ

เมื่อ Climate Change หรือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบไปทั่วโลก สถาบันการศึกษาไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงผู้ให้ความรู้ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ทางออกที่ยั่งยืน ล่าสุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้ร่วมลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการแปลงโฉมพื้นที่มหาวิทลัยให้กลายเป็น "สนามทดลองที่มีชีวิต" (Living Lab) เพื่อแสวงหาแนวทางขับเคลื่อนโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

 

โครงการเรือธงอย่าง "CMU Carbon One" คือเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สะท้อนผ่านการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2025 ซึ่ง มช. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 44 ของโลก และอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการติดอันดับที่ 40 ของโลกในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 13 (SDG 13: Climate Action) ตอกย้ำถึงความสำเร็จที่จับต้องได้

 

โดยมี 5 ยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้เป็นเครื่องมือในการวางรากฐาน, ลงมือปฏิบัติ และขยายผล เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับองค์กรอื่น ๆ ต่อไป

 

วางรากฐานด้วยข้อมูล พลังของการวัดผลที่แม่นยำ (Measurement, Reporting & Verification)

 

ในเชิงกลยุทธ์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการวัดผลที่เป็นระบบและแม่นยำ เพราะนี่คือขั้นตอนแรกที่เปลี่ยน "ปัญหาที่มองไม่เห็น" ให้กลายเป็น "สิ่งที่สามารถจัดการได้" การมีข้อมูลที่ถูกต้องเปรียบเสมือนการมีแผนที่ที่ชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจและการวางนโยบายที่ตรงจุด

 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ นั่นคือ CMU Carbon Footprint Platform ซึ่งเป็นระบบติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบออนไลน์ที่ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งใน Scope 1, 2 และ 3 และเพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ หลายหน่วยงานภายใน อาทิ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ และศูนย์การศึกษาหริภุญไชย จึงได้ผ่านการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) อย่างเป็นทางการ

 

CMU Carbon One เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามทดลองของโลกคาร์บอนต่ำ

 

แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือบันทึกข้อมูล แต่คือระบบประสาทส่วนกลางของโครงการ CMU Carbon One ที่เปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นข่าวกรองเชิงกลยุทธ์ (Strategic Intelligence) ทำให้ผู้บริหารสามารถระบุจุดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด (Emission Hotspots) และจัดสรรทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจนอยู่ในมือแล้ว ขั้นต่อไปคือการลงมือปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นทาง

 

แผนปฏิบัติการเชิงรุก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ (GHG Mitigation)

 

ยุทธศาสตร์นี้คือหัวใจของการลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยใน 3 ด้านหลักที่มีนัยสำคัญต่อการปล่อยคาร์บอน ได้แก่ พลังงาน, การขนส่ง และการจัดการของเสีย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

 

CMU Carbon One เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามทดลองของโลกคาร์บอนต่ำ

 

พลังงานสะอาด

มหาวิทยาลัยได้ลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop บนอาคารกว่า 180 แห่ง สร้างกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมถึง 15 เมกะวัตต์ (MWp) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 9,700 ตันต่อปี การลดคาร์บอนจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสาม (กว่า 35%) ของเป้าหมายรวมในปี 2569 แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในพลังงานสะอาดเป็นยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เข้ามาใช้เสริมประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการพลังงานสะอาดได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

CMU Carbon One เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามทดลองของโลกคาร์บอนต่ำ

 

การสัญจรที่ยั่งยืน

โครงการรถไฟฟ้า CMU Electric Mass Transit ที่มีให้บริการกว่า 40 คัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 1,650 ตันต่อปี (คิดเป็นประมาณ 6% ของเป้าหมาย) โครงการนี้จึงมีนัยเชิงยุทธศาสตร์ที่ไปไกลกว่าการลดคาร์บอนภายในมหาวิทยาลัย โดยทำหน้าที่เป็น กรณีศึกษาที่พิสูจน์แนวคิด (Proof-of-Concept) สำหรับระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าในเขตเมือง ที่สามารถปรับขนาด (Scalable) เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาการจราจรและมลพิษในบริบทที่ใหญ่ขึ้นได้

 

CMU Carbon One เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามทดลองของโลกคาร์บอนต่ำ

 

เปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน

ภายใต้นโยบาย Zero Waste มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมองขยะเป็น "ภาระ" สู่การเป็น "ทรัพยากร" ผ่านการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร (Waste to Energy) เพื่อนำกลับมาผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการฝังกลบได้ถึง 4,500 ตันต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 16% ของเป้าหมายรวม นับเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เคยถูกทิ้งขว้าง

 

การจัดการพลังงานอัจฉริยะ

พร้อมกันนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยี Easy Smart Meter มาใช้ตรวจวัดและวิเคราะห์การใช้พลังงานภายในอาคารแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น

 

นอกเหนือจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว การเพิ่มศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนกลับคืนจากชั้นบรรยากาศก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

CMU Carbon One เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามทดลองของโลกคาร์บอนต่ำ

 

เสริมสร้างปอดของมหาวิทยาลัย การดูดกลับและกักเก็บคาร์บอน (GHG Removal, Capture & Storage)

 

การขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนต้องอาศัยการดำเนินงานแบบสองทาง คือทั้ง "ลดการปล่อย" จากต้นทาง และ "เพิ่มการดูดกลับ" จากบรรยากาศ ในบริบทนี้ พื้นที่สีเขียวจึงเปรียบเสมือน "ปอด" ของมหาวิทยาลัย ที่ทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่กว่า 4,000 ไร่ ซึ่งคาดการณ์ว่ามีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้สูงถึง 8,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี แต่คุณค่าของพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์, การเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมองไปข้างหน้าด้วยการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

 

สร้างภูมิคุ้มกันและขยายองค์ความรู้สู่สังคม (Adaptation & Outreach)

 

บทบาทของมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์นั้นต้องก้าวข้ามขอบเขตของตนเองไปสู่การสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับชุมชนโดยรอบ และการ "ขยายองค์ความรู้" เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้าง ยุทธศาสตร์นี้จึงเป็นการผสานแนวคิดการปรับตัวเข้ากับการแบ่งปันนวัตกรรมเพื่อสังคม

 

การปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่น (Climate Adaptation & Resilience): มหาวิทยาลัยได้วางแผนบริหารความเสี่ยงและจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจรุนแรงขึ้น เช่น ปัญหาน้ำท่วม โดยไม่เพียงแต่ปกป้องพื้นที่ของตนเอง แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวให้กับชุมชนโดยรอบ

 

การศึกษาและวิจัยเพื่อสังคม (Education, Research & Community Outreach): ในฐานะสถาบันทางวิชาการ มช. ได้พัฒนานวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงอย่าง แพลตฟอร์มคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับการจัดอีเว้นท์ (Carbon Neutral Event) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้สังคมวงกว้างตระหนักและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมคาร์บอนต่ำได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง การฝึกอบรมบุคลากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความยั่งยืนกับภาคส่วนต่าง ๆ

 

ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 นี้ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างต้นแบบที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานด้วยข้อมูล การลงมือปฏิบัติ การฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันและแบ่งปันองค์ความรู้สู่สังคม

 

จากสนามทดลอง สู่ต้นแบบแห่งอนาคตที่ยั่งยืน

 

โครงการ CMU Carbon One ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการบรรลุเป้าหมายที่ท้าทาย ด้วยการตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 27,314 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2569 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนความเป็นกลางทางคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 72 เมื่อเทียบกับการดำเนินงานปกติ

 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำหน้าที่เป็น "สนามทดลอง" ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเป็นกลางทางคาร์บอนไม่ใช่เป้าหมายเพ้อฝัน แต่เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยี, การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ, และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว

 

โมเดลของ CMU Carbon One จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จของสถาบันแห่งหนึ่ง แต่คือ พิมพ์เขียวเชิงปฏิบัติการ (Actionable Blueprint) ที่สามารถถอดรหัสและนำไปปรับใช้ได้โดยองค์กรทุกขนาด ทั้งภาครัฐและเอกชน พิสูจน์ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการลงมือทำอย่างเป็นระบบ

 

ข่าวล่าสุด

“วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ” ลาออกซีอีโอ TFG เซ่น ก.ล.ต. ปรับปมอินไซด์หุ้น