
AIS ย้ำบทบาทโครงสร้างดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน
AIS ชูวิสัยทัศน์ “Digital Infrastructure ของประเทศ” ย้ำบทบาทโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืน
นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวในงานสัมมนา SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges ว่า AIS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (digital infrastructure) ของประเทศ มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน (sustainable) ระบบนิเวศ และการเป็นพันธมิตร โดยย้ำว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือ แต่เป็นเทคนิคที่สนับสนุนการทำงานของแต่ละอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีขับเคลื่อนความยั่งยืน
นายวสิษฐ์ ระบุว่า การใช้เทคโนโลยีสามารถขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็น Smart Living, Smart Building, Smart Energy, และ Smart Transportation ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนา Smart Mobility ซึ่งเป็นการใช้ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า เช่น EV Shuttle ซึ่งช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในเมืองใหญ่ โดยการให้บริการนี้ผู้ใช้งานสามารถติดตามตำแหน่งของรถรับส่งได้ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมระบบการขนส่งที่ยั่งยืนในเมือง
หรือแม้แต่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ช่วยลดการปล่อย คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ให้กับภาคส่วนอื่นๆ ได้ ตัวอย่างง่ายๆ คือ การประชุมทางไกล หรือ Work from home ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอน
ทั้งนี้มองว่าเทคโนโลยีต้องสอดรับกับกลยุทธ์ของแต่ละภาคส่วนและแต่ละอุตสาหกรรม โดย AIS พร้อมทำหน้าที่เป็น enabler ที่ร่วมขับเคลื่อนไปกับทุกอุตสาหกรรม
3 แกนหลักด้านความยั่งยืนของ AIS
ทั้งนี้ นายวสิษฐ์ กล่าวว่า AIS ดำเนินงานบนแกนหลักด้านความยั่งยืน 3 ส่วน ได้แก่
1.Product and Service เทคโนโลยีถูกนำไปประยุกต์ใช้กับบริการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวก เช่น การนำ Green Network เข้าไปในพื้นที่ห่างไกล เพื่อช่วยเกษตรกรจากภาคเหนือที่เคยทำไร่เลื่อนลอยหรือปลูกพืชเชิงเดี่ยว ให้เข้าถึงข้อมูล เกษตรสมัยใหม่ และช่องทางสร้างรายได้ใหม่ ๆ
ผลลัพธ์คือคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และเศรษฐกิจ หลายชุมชนสามารถขายสินค้าผ่านออนไลน์ เช่น กลุ่มผู้ปลูกกาแฟซึ่งกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ขายกาแฟออนไลน์ และผู้ประกอบการดิจิทัลรุ่นใหม่
AIS ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการใช้โดรนขนส่งสินค้าจากพื้นที่สูงในช่วงฤดูฝนที่การคมนาคมยากลำบาก
2.Inclusive Digital ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล
AIS ตั้งเป้าสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้ประชาชนเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ตั้งเป้าผู้เรียนหลักสูตรออนไลน์ด้าน Digital Inclusion ให้ได้ 3 ล้านคน
ขณะเดียวกันยังสร้างภูมิคุ้มกันโลกออนไลน์ให้ผู้ใช้บริการ ผ่านโครงการ Digital Wellness ที่วัด “สุขภาพการใช้ดิจิทัลของประเทศ” โดยมีผู้เข้าร่วมเรียนรู้แล้วกว่า 990,000 คน ณ เดือนพฤศจิกายน
ในมิติความปลอดภัย AIS ให้ความสำคัญกับ trusted connectivity โดยบล็อก spam, SMS, Call และ URL เสี่ยง พร้อมทำงานร่วมกับตำรวจในการจัดการอุปกรณ์ส่งข้อความหลอกลวงที่เคลื่อนที่ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ
3.Carbon Footprint Reduction ลดการปล่อยคาร์บอนจากต้นทางถึงปลายทาง
ในมิติการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม มือถือทั่วโลกเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง โดยในปี 2023 อุตสาหกรรมสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 9% แม้ปริมาณการใช้ดาต้าจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า ขณะเดียวกันสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 37%
AIS เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่ขับเคลื่อนเป้าหมายนี้อย่างโดดเด่น สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 25,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย AI เพื่อคำนวณและปรับโหลดการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม รวมถึงการปรับปรุงอุปกรณ์ให้ทันสมัย ลดขนาด และย้ายขึ้น Cloud เพื่อแชร์ทรัพยากร ลดการใช้พลังงานโดยรวม อุตสาหกรรมตั้งเป้าสู่แนวคิดการช้งานมากขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ขณะที่เป้าหมายด้าน Climate ของ AIS คือการลดการใช้พลังงานลง 23%
E-Waste: จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร
นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนในด้าน E-Waste โดย AIS ทำงานร่วมกับพันธมิตรในการจัดการขยะแบบครบวงจร เก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทิ้งแล้วได้แล้วกว่า 1.2 ล้านชิ้น พร้อมตั้งจุดรับคืนทั่วประเทศกว่า 3,000 จุด เพื่อให้การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
เทคโนโลยีคือ “สะพานเชื่อม” ที่ต้องทำร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม นายวสิษฐ์ย้ำว่า ความสำเร็จในทุกมิติที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการทำงานของ AIS เพียงลำพัง แต่เป็นผลจาก ความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม (Cross-Industry Collaboration) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด พร้อมระบุว่าเทคโนโลยีเป็นเพียง “สะพานเชื่อม” ที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนก้าวไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ.







