posttoday

ครม.เดินหน้า “กฎหมายภูมิอากาศแห่งชาติ” ฉบับแรกของไทย

03 ธันวาคม 2568

ครม.ไฟเขียวร่างกฎหมายภูมิอากาศแห่งชาติ วางระบบจัดการก๊าซเรือนกระจกครบวงจร หนุนเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ปี 2608 พร้อมเปิดทางธุรกิจลดโลกร้อน

ครม.เดินหน้า “กฎหมายภูมิอากาศแห่งชาติ” ฉบับแรกของไทย วางระบบบริหารก๊าซเรือนกระจกครบวงจร หนุนเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์

 

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ เพื่อยกระดับ “ระเบียบปี 2550” ขึ้นเป็นกฎหมายแม่บทด้าน climate ของประเทศ รองรับพันธกรณี UNFCCC และเป้าหมาย “คาร์บอนเป็นกลางปี 2593-สุทธิเป็นศูนย์ปี 2608”

 

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.… ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศให้ทันต่อมาตรฐานสากล ทั้งยังเป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของไทยที่ครอบคลุมการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางนโยบายระดับชาติ การกำกับดูแลภาคส่วนต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างกลไกทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง

 

การผลักดันกฎหมายฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยที่ตั้งใจจะบรรลุ “ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593” และ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608” ซึ่งถือเป็นเป้าหมายเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยทั้งกฎหมาย กลไกตลาด และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

ครม.เดินหน้า “กฎหมายภูมิอากาศแห่งชาติ” ฉบับแรกของไทย

 

หนึ่งในหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายคือการจัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นนิติบุคคลของรัฐ ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินทุนที่ได้จากมาตรการคาร์บอนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษี การค้าสิทธิปล่อยก๊าซ หรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การลดการปล่อยในภาคอุตสาหกรรม การปรับตัวของชุมชนต่อภัยพิบัติ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังวางฐานข้อมูลและโครงสร้างการจัดการก๊าซเรือนกระจกระดับชาติให้ชัดเจน โดยจะมี ระบบบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ที่ทุกหน่วยงานรัฐและกิจการขนาดใหญ่จำเป็นต้องรายงานข้อมูลการปล่อยอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมจัดทำ “แผนปฏิบัติการลดและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ” ในระยะสั้น กลาง และยาว ให้สอดคล้องกันทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและสร้างความต่อเนื่องในการทำงานของรัฐในทุกระดับ

 

อีกหนึ่งกลไกที่ได้รับความสนใจคือการเปิดทางให้ประเทศไทยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System – ETS) และมาตรการ ปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของสหภาพยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วที่หันมาใช้มาตรการด้านคาร์บอนเพื่อควบคุมต้นทุนสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ร่างกฎหมายยังยกระดับสถานะของ คาร์บอนเครดิต ให้เป็น “ทรัพย์สิน” ที่สามารถซื้อขาย โอน หรือใช้เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลดการปล่อยและช่วยดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีลดคาร์บอนมากขึ้น

 

ในด้านการจัดเก็บรายได้ ภาษีคาร์บอนถูกเสนอให้เป็นกลไกอีกหนึ่งรูปแบบ โดยจะกำหนดเฉพาะสินค้าหรือกิจกรรมบางประเภทที่มีการปล่อยสูง หน่วยงานจัดเก็บ เช่น กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร จะต้องมีกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดอัตราและวิธีการจัดเก็บให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งจัดวางโทษสำหรับผู้ที่จงใจไม่รายงาน หรือรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเท็จ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระบบทั้งหมด

 

รัฐบาลระบุว่า หลังจากร่างกฎหมายผ่าน ครม.แล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและประสานความร่วมมือกับกระทรวงต่าง ๆ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อให้มาตรการด้านภูมิอากาศของไทยเดินหน้าได้อย่างสมดุล ทั้งในมุมของสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “คุ้มครองโลก และคุ้มครองคนไทย” ไปพร้อมกัน

ข่าวล่าสุด

รมว.พลังงานรุดช่วยใต้ อัดฉีด 9 แสน หนุนแพทย์-กู้วิกฤตน้ำ