
กฟผ. ชี้ดีมานด์ Data Center พุ่งทะลุหมื่นเมกะวัตต์ เร่งคัดกรอง-ดันพลังงานสะอาด
ความต้องการไฟฟ้าจากอุตสาหกรรม Data Center ไทยพุ่งแรงเกินคาด กฟผ. เร่งคัดกรองนักลงทุนตัวจริง แก้ปัญหาซัพพลายขาด พร้อมดัน Green Tariff และพลังงานสะอาดรองรับอนาคต
KEY
POINTS
- ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากอุตสาหกรรม Data Center พุ่งสูงเกิน 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าความสามารถของระบบไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่มาก ทำให้เกิดความท้าทายเร่งด่วนต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ
- กฟผ. และหน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งกระบวนการคัดกรองผู้ลงทุนตัวจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าที่แม่นยำ และสามารถวางแผนขยายระบบไฟฟ้าให้รองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- แม้ผู้ลงทุนต้องการพลังงานสะอาด แต่ความมั่นคงของระบบไฟฟ้ายังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด กฟผ. จึงกำลังผลักดันแนวทางพลังงานสะอาดที่ยืดหยุ่น เช่น Green Tariff และพิจารณาเทคโนโลยีอนาคตเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านความยั่งยืนและความเสถียร
อุตสาหกรรม Data Center ของไทยกำลังเติบโตด้วยความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แรงผลักสำคัญจากคลื่น AI, Cloud Computing, E-commerce และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังพุ่งทะยานทั่วภูมิภาคอาเซียน ผู้ประกอบการระดับโลกจำนวนมากเริ่มหันมามองไทยเป็น Hub ดิจิทัลใหม่ของเอเชีย ด้วยข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ความมั่นคงด้านพลังงาน และระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูงในระดับอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งด้านปริมาณอุปทาน ความมั่นคงของสายส่ง ความต้องการพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับ Mega-Projects ในระดับหลายพันเมกะวัตต์
บรรยากาศเหล่านี้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนในงาน POSTTODAY THAILAND SMART CITY 2026 โดยมีการบรรยายสำคัญในหัวข้อ “Supporting Thailand to Sustainable Energy: การสนับสนุนพลังงานที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรม Data Center” โดย นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ความต้องการพลังงานของ Data Center พุ่งสูงแบบไม่เคยมีมาก่อน
หนึ่งในประเด็นที่สังคมไม่ค่อยรับรู้คือ “ขนาด” ของ Data Center ยุคใหม่ที่ต่างจากอดีตแบบคนละโลก โดยนายวฤต ให้ข้อมูลว่า “ในอดีต Data Center มีความต้องการพลังงานราว 50 เมกะวัตต์ต่อแห่ง แต่วันนี้มีผู้สนใจลงทุนมากถึง 800 เมกะวัตต์ต่อแห่ง”
ตัวเลขนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณจาก AI, Video Streaming, IoT และ Cloud การออกแบบ Data Center ยุคใหม่จึงเน้นการใช้พลังงานในปริมาณสูงมาก และต้องการความมั่นคงระดับ 99.999%
ประเทศไทยซึ่งมีระบบไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานสากล ความเสถียรสูงกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ จึงถูกจับตามองจากผู้ลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน แต่โครงสร้างพลังงานที่เตรียมไว้ก่อนหน้าไม่เคยถูกออกแบบเพื่อรองรับ “ดีมานด์ขนาดมหาศาลในเวลาสั้น” เช่นนี้
ระบบสายส่งไทยรองรับเพียง 1,000 MW แต่คำขอใช้ไฟฟ้าทะลุ 4,000 MW แล้ว
นายวฤต อธิบายถึงสถานการณ์ที่สะท้อน “คอขวด” ของประเทศไทยตอนนี้ได้อย่างน่าสนใจว่า
“ระบบไฟฟ้าไทยออกแบบให้มีสำรองประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ แต่วันนี้มีผู้ขอใช้ไฟฟ้าแล้วกว่า 4,000 เมกะวัตต์ และอยู่ในรายชื่อสอบถามอีกกว่า 10,000 เมกะวัตต์”
ตัวเลขที่รวมกว่า 14,000 เมกะวัตต์ คือปริมาณที่มากกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายโรงรวมกัน และเป็น "ภาระเร่งด่วน" ที่กระทบทั้งภาคเศรษฐกิจ พลังงาน และการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
นอกจากนี้ ยังพบปัญหา “นักลงทุนเทียม” ที่ยื่นขอใช้ไฟฟ้าแต่ไม่ใช่นักลงทุนตัวจริง ส่งผลให้เกิด Double Counting และข้อมูลดีมานด์ที่บิดเบือน ทำให้การวางแผนโครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน
สำนักงาน กกพ. จึงเริ่มเข้ามาจัดระบบคัดกรองเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อการวางแผนของ กฟผ., กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ เพื่อวางแผนโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ
Green Energy กับโจทย์ใหญ่ พลังงานสะอาดต้องมาก แต่ “ความมั่นคง” ต้องมากกว่า
แม้ผู้ลงทุน Data Center เกือบทุกรายให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยนายวฤตกล่าวว่า “นักลงทุนต้องการ Green Energy แต่ที่สุดแล้ว Factors หลักคือ System Reliability”
นั่นหมายความว่าแม้จะเลือกพลังงานหมุนเวียน แต่ผู้ประกอบการยังต้องพึ่งไฟฟ้าจากสายส่งหลักเพื่อความต่อเนื่องของระบบ เพราะ Data Center ต้องการความเสถียรระดับสูงสุด
ในด้าน Green Energy มีการพูดถึงพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เช่น Biomass และ Biogas ซึ่งผลิตได้สม่ำเสมอกว่า Solar/Wind แต่ยังต้องอาศัยการวางแผนระดับประเทศเพื่อเพิ่มปริมาณในระบบ
Green Tariff ของไทย ระบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและเลือกได้ตามงบประมาณ
กฟผ. ได้เริ่มออกแบบ Green Tariff หรืออัตราค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าและ Data Center สามารถเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานสีเขียวในระดับใด และยอมรับต้นทุนมากน้อยเพียงใด โมเดลนี้คล้ายกับที่สหรัฐและยุโรปใช้ในอุตสาหกรรม Data Center เพื่อให้ลูกค้าสามารถค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากไฟฟ้าปกติสู่ไฟฟ้าสีเขียวได้อย่างยืดหยุ่นและไม่กระทบต้นทุนการดำเนินงานมากเกินไป
SMRs คำตอบแห่งอนาคตที่ต้องใช้เวลา
หนึ่งในประเด็นที่เรียกความสนใจมากที่สุดคือมุมมองต่อ Small Modular Reactors (SMRs) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก ที่หลายประเทศกำลังเร่งศึกษา
นายวฤตมองว่า Small Modular Reactors (SMRs) เป็นทางออกของอนาคตพลังงาน เพราะเทคโนโลยีนั้นไม่ยาก มี SMRsใช้ในเรือดำน้ำและเรือบรรทุกเครื่องบินมานานแล้ว แต่ความท้าทายหลักๆ คือเรื่องของกฎกติกาและกระบวนการขอใบอนุญาตที่ซับซ้อน ทั้งการขอใบอนุญาติก่อสร้าง การทดสอบ เดินเครื่อง ไปจนถึงการปลดระวาง การรื้อถอน หรือการจัดการกับกากนิวเคลียร์หลังปิดโรงงาน (อ่านรายละเอียด: ผ่า SMR ชวนหาคำตอบ เกิด -ไม่เกิด? กับ 'สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ')
“ความท้าทายของ SMRs (เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก) ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของกฎกติกาใหม่และกระบวนการขอใบอนุญาต”
โดยสรุป SMRs จะเป็นคำตอบสำคัญต่อพลังงานสะอาดในอนาคต เพราะปลอดคาร์บอน เสถียร ไม่ขึ้นกับแสงแดดหรือความเร็วลม เหมาะกับเมืองใหญ่และนิคมอุตสาหกรรม สามารถรองรับ Data Center ขนาด 100–1,000 MW ได้แต่ไทยต้องใช้เวลาเตรียมกฎเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัย และความยอมรับของสังคม (เรื่องความปลอดภัย) ก่อนนำมาใช้จริง
AI จะเป็นศูนย์กลางใหม่ของการบริหารพลังงาน
นายวฤตมองว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ทั้งในระดับครัวเรือน อุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า โดยกล่าวว่า "AI จะช่วยวิเคราะห์ การเก็บข้อมูล และแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน เช่น การตั้งค่าแอร์ การควบคุมโรงไฟฟ้า และการพยากรณ์โหลดพลังงาน”
ขณะที่ทั่วโลกกำลังใช้ AI เพื่อจัดการ Microgrid, Demand Response และ Smart Grid การนำ AI มาใช้ในประเทศไทยจึงเป็นก้าวสำคัญต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอนาคต
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน Data Center "ทำเลคือหัวใจ" และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มที่สุด
หนึ่งในส่วนที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือคำแนะนำด้านทำเล ซึ่งนายวฤตชี้ว่า:
1) ควรเลือกตั้ง Data Center ใกล้โรงไฟฟ้าที่กำลังปลดระวาง (Retire)
อย่างเช่นโรงไฟฟ้าของ GPSC หรือ GULF ที่มีระบบสายส่งระดับ 500 kV อยู่เดิม เพราะจะทำให้ ความมั่นคงของไฟฟ้าสูง ไม่ต้องลงทุนสายส่งใหม่ มีน้ำ มีไฟ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ทำสัญญาซื้อไฟระยะสั้น (5–6 ปี) ได้ก่อน เปลี่ยนสัญญาเป็นพลังงานสีเขียวในอนาคตได้ง่าย
2) ใช้ “พลังงานเย็น” จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็น Cooling System
ประเทศไทยมีน้ำเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการเปลี่ยน LNG เป็นก๊าซ ซึ่งปกตินำไปใช้ปลูกพืชหรือใช้ในอุตสาหกรรมบางส่วน นายวฤตแนะนำว่า “พลังงานเย็นจากโรงแยกก๊าซมีศักยภาพใช้กับ Data Center เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในระบบทำความเย็นได้มาก”
โดย Cooling เป็นค่าใช้จ่ายใหญ่ที่สุดของ Data Center การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในระบบพลังงานจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดในเชิงเศรษฐกิจ







