พิพัฒน์เร่งชง ครม. เคาะทางออกไฮสปีดสามสนามบิน ดันสปอร์ตคอมเพล็กซ์ EEC
รัฐบาลเตรียมชี้ขาดอนาคตไฮสปีดสามสนามบิน หลังอัยการห่วงปัญหาวินัยการเงิน พร้อมดัน "ศูนย์กีฬาครบวงจร" ใน EEC หวังสร้างแรงดึงดูดนักลงทุน.
KEY
POINTS
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เร่งรวบรวมแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัดสินใจภายในเดือนธันวาคมนี้
- มีการผลักดันข้อเสนอใหม่ในการพัฒนา "ศูนย์กีฬาครบวงจร" (สปอร์ตคอมเพล็กซ์) และ Medical Hub ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุน
- โครงการศูนย์กีฬาครบวงจรมีเป้าหมายเพื่อสร้างงานและดึงดูดประชากรเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความคุ้มค่าและเพิ่มศักยภาพให้กับโครงการรถไฟความเร็วสูง
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน—ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา—กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญอีกครั้ง หลังยังคงเผชิญปมปัญหาด้านสัญญาและภาระทางการคลังที่ลากยาวมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน
ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) รวบรวมข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไข เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้โครงการสามารถกลับมาดำเนินการก่อสร้างได้ชัดเจนอีกครั้ง
นายพิพัฒน์ระบุว่า ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อพิจารณาความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ “รูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนจากรัฐแบบสร้างไปจ่ายไป (Pay-as-you-build)” ซึ่งอัยการมีความกังวลว่าจะกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ หาก กพอ.มีมติรับทราบแนวทางดังกล่าวแล้ว เรื่องทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้ ครม.เป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย
นายพิพัฒน์ย้ำว่า รัฐบาลต้องการให้มีทิศทางชัดเจนภายในรัฐบาลชุดนี้ ก่อนส่งมอบภาระให้รัฐบาลชุดถัดไป หากเกิดเหตุการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการยุบสภา ซึ่งมีรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า แนวทางทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่ ครม.ไม่เกินวันที่ 12 ธันวาคม เพื่อให้ได้ข้อสรุปทันเวลา ขณะที่ สกพอ.กำลังรวบรวมประเด็นสำคัญตามข้อเสนอของอัยการไว้แล้ว
นอกจากการแก้ไขปัญหาสัญญาไฮสปีดเทรน นายพิพัฒน์ยังเสนอวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุน โดยมอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และ สกพอ.ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา “ศูนย์กีฬาครบวงจร” บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ในเขต EEC เพื่อรองรับการจัดการแข่งขันกีฬาขนาดใหญ่ อีเวนต์ระดับโลก รวมถึงตั้งเป้าเป็น Medical Hub ที่สามารถดึงดูดบุคลากรและประชากรเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ปริมาณมาก
แนวคิดดังกล่าวคาดว่าจะสร้างงานในพื้นที่สูงถึง 200,000–300,000 คน ทำให้เกิดชุมชนใหม่รองรับกิจกรรมและเศรษฐกิจเมืองการบินอู่ตะเภา ขณะเดียวกันยังเป็นปัจจัยสนับสนุนความคุ้มค่าให้แก่การลงทุนในโครงการไฮสปีดและเมืองการบิน “เมื่อคนเพิ่มขึ้น การเดินทางเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าพื้นที่นี้มีศักยภาพจริง” นายพิพัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินถือเป็นเมกะโปรเจกต์หนึ่งใน EEC มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท มีเป้าหมายเชื่อมโครงข่ายการบินหลักของประเทศและพัฒนาเมืองการบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์–เศรษฐกิจแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม โครงการเผชิญปัญหาความล่าช้า การปรับสัญญา การโยกย้ายภาระการเงินของรัฐ และการถอนตัวของพันธมิตรบางราย ทำให้ต้องมีการประเมินใหม่หลายครั้งตลอดช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา การตัดสินใจครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นจังหวะสำคัญในการกำหนดทิศทาง EEC ในระยะยาว


