ถอดรหัส 7 ข้อคิด "สันติธาร" ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่
สันติธาร เสถียรไทย ถอดรหัส ‘โลกาภิวัตน์ใหม่’ ชี้ สูตรสำเร็จเสือเอเชียใช้ไม่ได้อีกต่อไป เผย 7 ประตูแห่งโอกาสใหม่ที่ไทยต้องกล้าทั้ง AI, พลังงานสะอาด ดึงหัวกระทิกลับไทย
ในยุคที่ระเบียบโลกเก่ากำลังสั่นคลอนและโครงสร้างอำนาจถูกท้าทาย การมองหา "ทางรอด" และ "ประตูบานใหม่" จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นเร่งด่วน
ดร. สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคตของ TDRI ได้แบ่งปันข้อมุมมองที่น่าสนใจ หลังห่างหายจากการบรรยายที่ Harvard Kennedy School ไปนานถึง 15 ปี ซึ่งการกลับไปครั้งนี้ได้มอบภาพเปรียบเปรยที่ชัดเจนที่สุดของ "โลกาภิวัตน์ใหม่"
ดร. สันติธาร เล่าถึงภาพแรกที่แทบไม่เชื่อสายตา คือตึกใหม่ที่ใหญ่โตงดงามซึ่งสร้างครอบทับตึกเก่าที่คุ้นเคยจนแทบจำไม่ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปและสะดุดใจยิ่งกว่า คือ "ทางเข้าออก"
อาคารที่ครั้งหนึ่งเคยมีหลายประตู เปิดโล่งให้ผู้คนเดินทะลุถึงกันอย่างง่ายดาย สะท้อนพลังการเคลื่อนไหวอันเสรีของนักศึกษาจากทั่วโลก วันนี้กลับเหลือประตูทางเข้าเพียง "บานเดียว" ที่ต้องผ่านการตรวจบัตรยืนยันตัวตนทุกครั้ง
เมื่อเข้าไปข้างใน เส้นทางกลับซับซ้อนกว่าเดิมชนิดที่นักศึกษาปัจจุบันยังยอมรับว่า "เรียนมาหนึ่งเทอมแล้วก็ยังหลงทาง"
ทว่า... แม้เส้นทางจะซับซ้อนและประตูจะคับแคบลง แต่พลังของ "คอมมูนิตี้" ข้างในกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย วงสนทนาอันเข้มข้นระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาจากทั่วโลกยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่รู้และความพยายามหาคำตอบให้กับโจทย์โลกที่พลิกโฉมไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ภาพของตึกเรียนแห่งนี้ คือภาพจำลองของ "โลกาภิวัตน์ใหม่" ที่รอเราอยู่ ทั้งความทันสมัย ความซับซ้อน การที่ประตูเก่าปิดลง และพลังของชุมชนใหม่ๆ ที่ก่อตัวขึ้น
7 ข้อคิด ปรับเข็มทิศเศรษฐกิจไทยในโลกที่เปลี่ยนไป
จากการเดินทางและพูดคุยกับผู้นำกว่า 50 คนใน 5 สัปดาห์ ภายใต้โครงการ Eisenhower Fellowship ดร. สันติธาร ได้สรุป 7 ข้อคิดสำคัญที่จะเป็น "ทางรอด" และ "ประตูบานใหม่" สำหรับประเทศไทย ดังนี้
1. Security-first: ความมั่นคงกลายเป็นตัวตั้งของทุกนโยบาย
"เศรษฐกิจ – เทคโนโลยี – ความมั่นคง" ถูกหลอมรวมจนแยกไม่ออก ทุกนโยบายมีเรื่องความมั่นคงเป็นตัวตั้ง แม้แต่เรื่องแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) ที่เคยเน้นเพื่อพลังงานสีเขียว ปัจจุบันจุดโฟกัสได้ขยับไปอยู่ที่แร่ธาตุเพื่อ "ระบบป้องกันประเทศและ AI" โดยตรง เช่น แกลเลียม, เจอร์เมเนียม หรือกราไฟต์
2.สถาบันระหว่างประเทศที่เคยเป็นหลักของโลกเสรี…ทรุดเร็วกว่าใครคาด
ปรมาจารย์ด้านโลกาภิวัตน์อย่าง Francis Fukuyama และ Dani Rodrik ต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าสถาบันที่เป็นเสาหลักของโลกเสรีจะเสื่อมบทบาทลง แต่ทั้งหมดกลับเกิดขึ้น "เร็วกว่าที่คิดไว้มาก"
นั่นหมายความว่า ต่อให้การเมืองเปลี่ยนขั้ว "โครงสร้างการค้าโลก" ก็จะไม่หวนกลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป
3. สูตรสำเร็จ ‘เสือแห่งเอเชีย’ ถึงทางตัน
เมื่อตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ปิดกั้นมากขึ้น ประกอบกับขีดความสามารถด้านการผลิตของจีนที่แทบจะไร้เทียมทาน การเติบโตด้วยอุตสาหกรรมในแบบ "Asian Tigers" ที่เราคุ้นเคยจึงเป็นสูตรที่ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
เพราะการแข่งผลิตกับจีนในสนามเดิม มีโอกาสชนะน้อยมาก แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์นี้อาจเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมที่สามารถ "พลิกเกม" โดยใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ (Input) ราคาถูกลงจากจีน
4. Green transition โอกาสมาถึง…เร็วกว่าที่คาด
โอกาสด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ตั้งแต่โซลาร์ไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงาน กำลังมาแรง ราคาที่ลดลงฮวบฮาบจากการผลิตที่ล้นตลาดของจีน ทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสลงทุนในพลังงานสะอาดด้วยต้นทุนที่ "คุ้มค่า" อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ใครที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้เร็ว และเชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานมหาศาลของ AI ได้ ก็จะยิ่งได้เปรียบ
5. โมเดลบริการยุคใหม่: เติบโตช้ากว่าโรงงาน แต่กระจายโอกาสได้มากกว่า
เมื่อภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถ "แบก" การเติบโตได้เพียงลำพัง การ "ปลดล็อกภาคบริการ" คือทางออกสำคัญ ศาสตราจารย์ Rodrik ชี้ว่า เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่จะไม่ได้วัดกันที่ GDP แต่อยู่ที่การสร้าง "งานดี" (Good Jobs)
ภาคบริการอาจโตไม่เร็วเท่าโรงงาน แต่สามารถกระจายโอกาสได้ดีกว่า จุดอ่อนของโมเดลนี้แต่เดิมคือผลิตภาพของภาคบริการยังต่ำ แต่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเข้ามาพลิกโฉม
โดยรัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์ให้ AI เข้ามา "เสริมคน" (Augmentation) ไม่ใช่ "แทนคน" (Automation)
สำหรับไทย โอกาสสำคัญอย่างยิ่งยวดคืออุตสาหกรรม Longevity, สุขภาพ, การศึกษา และ Care Economy ในยุคสังคมสูงวัย
6. ดึงคนเก่งกลับเอเชีย โอกาสที่ต้องคว้าให้ทัน
ในเมื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมคือหัวใจ "คนเก่ง" (Talent) จึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และ "โชคดี" ก็คือ สภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดกำลังผลักให้หัวกะทิจำนวนไม่น้อยคิดถึงการกลับมายังเอเชีย
แต่โจทย์ใหญ่คือ เมื่อพวกเขากลับมา "มีงานดีๆ ให้ทำหรือไม่?" นักเรียนไทยในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ต่างสะท้อนเสียงเดียวกันว่า "อยากกลับบ้าน แต่ต้องการงานที่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่" ไม่ใช่งานที่ "ลดเลเวล" จนทำให้ "หมดไฟ"
7. รัฐต้อง Agile คิดแบบ "สตาร์ทอัพ"
การจะทำทั้งหมดนี้ได้ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทและวิธีคิด จาก "คุณพ่อรู้ดี" ที่ใช้นโยบายสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) และไม่ใช่การปล่อยมือให้ตลาดทำงานอย่างเดียว แต่ต้องมีกรอบคิดแบบ "สตาร์ทอัพ" คือ ทดลอง – ประเมิน – ขยายผล (Agile)
สิ่งที่น่าสนใจคือ โมเดลนี้กำลังเกิดขึ้นใน "ระดับท้องถิ่น" ทั้งในจีน (ระดับมณฑล) และสหรัฐฯ (ระดับรัฐและเมือง) รัฐทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อย่างไมอามี หรือเท็กซัส กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่หลังโควิด เพราะคิดเร็ว ขยับเร็ว และปรับกติกาดึงดูดธุรกิจและคนเก่งได้ดี
ประตูบานใหม่ที่ไทยต้องกล้าผลัก
แม้ในระเบียบโลกใหม่ ประตูการค้าบานเก่าที่เคยเปิดกว้างจะปิดลง แต่ ดร. สันติธาร เชื่อมั่นว่ายังมี "ประตูบานใหม่" ที่ไทยสามารถเปิดได้
ทั้งการใช้ AI ยกระดับภาคบริการกลุ่ม Longevity Economy, การใช้ประโยชน์จากสินค้าจีนและพลังงานสะอาดที่ราคาถูกลงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว, การใช้โอกาสภูมิรัฐศาสตร์ดึงคนเก่งกลับบ้าน และการสร้างกลยุทธ์เจาะตลาดระดับ "มลรัฐ" ในประเทศใหญ่แทนที่จะมองแค่ระดับประเทศ
"แม้จะไม่ง่าย" ดร. สันติธาร กล่าวทิ้งท้าย
"แต่ยิ่งประตูเก่าปิดลง เรายิ่งต้องหาประตูบานใหม่ กล้าเดินเข้าไปแล้วลองผลักดู โดยเริ่มจากยอมรับว่าโลกเก่ามันอาจไม่กลับมาแล้ว เปิดใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ และหาทางเชื่อมต่อกับโลกให้มากกว่าเดิม ไม่ใช่น้อยลง"


