posttoday
ไฟเขียว กฟผ.ลงทุน 3 พันล้าน ปรับระบบส่งไฟฟ้ารองรับ Data Center

ไฟเขียว กฟผ.ลงทุน 3 พันล้าน ปรับระบบส่งไฟฟ้ารองรับ Data Center

31 ตุลาคม 2568

กพช.อนุมัติงบ 3,000 ล้านบาทให้ กฟผ. ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าภาคตะวันออก รองรับความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบให้ กฟผ. ใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าสำหรับรองรับผู้ประกอบการ Data Center
  • การปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้ามุ่งเน้นพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 1,750 เมกะวัตต์ จากการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัล
  • โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวที่เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติวงเงินลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 30,500 ล้านบาท เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออก

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ประกอบการ Data Center ตามนโยบายของรัฐบาล โดยใช้งบประมาณจากโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Transmission System Improvement Project in Eastern Region to Enhance System Security: TIPE) ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว การปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าครั้งนี้มุ่งเน้นให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 1,750 เมกะวัตต์ ครอบคลุมการพัฒนาและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ Data Center ในพื้นที่ภาคตะวันออก

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ กฟผ. จัดทำรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นแผนการดำเนินการที่ต้องเสนอ ครม.อนุมัติใหม่ วงเงินลงทุนรวมประมาณ 30,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกให้เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานหลักในพื้นที่ EEC และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อเสนอขออนุมัติจาก ครม. ตามขั้นตอนต่อไป 

 

ในส่วนของพลังงานทดแทน ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน โดยให้สามารถลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย ซึ่งปรับลดลงเล็กน้อยจากอัตราที่ กพช. เคยเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่อยู่ที่ 2.1941 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะโครงการและต้นทุนการดำเนินงานของภาคเอกชน แนวทางดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับโครงการไฟฟ้าพลังงานลม ที่ กฟผ. ดำเนินการแล้ว โดยอัตราค่าไฟฟ้าของโครงการพลังงานลมสูงกว่าอัตรา FiT ของโครงการพลังงานลมเช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี นายอรรถพล ระบุว่า ที่ประชุมมีมติให้ภาคเอกชนพิจารณาปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในภาพรวม พร้อมทั้งมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาปรับปรุงกรอบระยะเวลาการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และขยายกำหนดวันเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) สำหรับโครงการที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอการลงนามสัญญาตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 โดยการขยาย SCOD จะต้องไม่เกินปี 2573 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละโครงการและคงความต่อเนื่องในการพัฒนาระบบไฟฟ้า

 

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออกให้รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่ EEC อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศต่อไปในอนาคต

ข่าวล่าสุด

เบนซิน แก๊สโซฮอล์ กลุ่มดีเซลทุกชนิด ตบเท้า  ขึ้นราคา มีผล  4 มิ.ย.69

เบนซิน แก๊สโซฮอล์ กลุ่มดีเซลทุกชนิด ตบเท้า ขึ้นราคา มีผล 4 มิ.ย.69