ส่องยุทธศาสตร์ โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียว EEC อนาคตดาต้าเซ็นเตอร์ไทย
รัฐบาลเดินหน้าโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวใน EEC รองรับดาต้าเซ็นเตอร์และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมผลักดันโครงการ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ กระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวไทย
KEY
POINTS
- รัฐบาลผลักดันยุทธศาสตร์ "โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียว" ในพื้นที่ EEC เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและใช้พลังงานสะอาด รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นเป้าหมายการลงทุนที่สำคัญ
- มีการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น โครงการ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์สามารถซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงจากผู้ผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
- ความสำเร็จของโครงการยังเผชิญความท้าทายด้านเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน การขาดแคลนระบบกักเก็บพลังงาน และความจำเป็นในการเร่งพัฒนากฎระเบียบที่เอื้อต่อการซื้อขายไฟฟ้าอย่างเสรี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการสร้างรากฐานพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค รัฐบาลจึงเร่งเดินหน้านโยบาย “โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียว” เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานเข้มข้นอย่างมีเสถียรภาพ
แนวนโยบายนี้ได้รับการตอกย้ำอย่างชัดเจนในงานสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2025 จัดโดย สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ภายใต้หัวข้อ “การค้าโลก ‘ป่วน’ ภูมิอากาศโลก ‘เปลี่ยน’ แผนพลังงานไทย ‘ปรับ’ อุตสาหกรรมไทย จะไปต่ออย่างไรให้ยั่งยืน” โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ปาฐกถาพิเศษชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์พลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และเทคโนโลยี ซึ่งเร่งให้ทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้อง “ปรับตัวเชิงนโยบาย” เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นายอรรถพล กล่าวว่า ความผันผวนของราคาพลังงานจากปัจจัยภายนอก รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า ได้ส่งผลต่อการบริหารจัดการพลังงานของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการที่ “พลังงานสะอาด” ถูกนำมาใช้เป็นประเด็นในการกีดกันทางการค้า (Non-Tariff Barrier) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero Emission จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของนานาประเทศในภูมิภาค
กระทรวงพลังงานได้ดำเนินนโยบายในกรอบ “4D1E” ได้แก่ Digitalization, Decarbonization, Decentralization, De-regulation และ Electrification เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดในทุกมิติ
โดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง
โดยได้มีการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าการลงทุนกว่า 1,380 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงถึง 3,800 เมกะวัตต์ภายในปี 2580 พร้อมทั้งส่งเสริมมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม มูลค่าการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน กระทรวงพลังงานได้เดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่และเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น โครงการ Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง) ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1.6 ล้านตันต่อปี และสร้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง
กระทรวงพลังงาน ยังได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเป้าหมาย “Net Zero 2050” อย่างยั่งยืน โดยอยู่ระหว่างการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน และการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงการนำร่องในอ่าวไทยตอนบน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 540,000 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 6.4 ล้านตันต่อปี และสร้างงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็น “ใบอนุญาตการลงทุนยุคใหม่” ของโลก บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Microsoft, Amazon และ Digital Edge ต่างมีนโยบายชัดเจนว่าดาต้าเซ็นเตอร์ของตนต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% เท่านั้น ตัวอย่างเช่น บริษัท Digital Edge จากสิงคโปร์ ได้ร่วมกับ B.Grimm Power ลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 100 เมกะวัตต์ในจังหวัดชลบุรี โดยใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งตอกย้ำว่า “ไฟฟ้าสีเขียว” คือหัวใจของการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าหมุนเวียนที่มีความผันผวน การขาดแคลนระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และความล่าช้าในการเปิดระบบ Third Party Access (TPA) หรือ Utility Green Tariff (UGT) ที่ยังอยู่ในขั้นตอนกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า หากไม่เร่งผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อาจกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนที่ต้องการแหล่งพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้
ภาครัฐจึงต้องเร่งเดินหน้าทั้งสามมิติไปพร้อมกัน ได้แก่ (1) การขยายระบบส่งไฟฟ้าและเสริมความมั่นคงของโครงข่ายในพื้นที่ EEC (2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศให้เพียงพอต่ออุปสงค์ใหม่จากภาคดิจิทัล และ (3) การพัฒนากลไกทางเศรษฐกิจและกฎระเบียบให้ยืดหยุ่น เช่น การอนุมัติ Direct PPA และ TPA ที่โปร่งใสและมีอัตราค่าไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ได้
ในภาพรวม โครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวใน EEC จะไม่เพียงเป็นระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็น “รากฐานของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ที่ผสานระหว่างพลังงานสะอาดกับเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
และในโลกที่พลังงานและข้อมูลคือสองเสาหลักของความมั่งคั่ง ประเทศที่มีทั้ง “ไฟฟ้าสะอาด” และ “ระบบดิจิทัลที่มั่นคง” เท่านั้นที่จะเป็นผู้ชี้นำอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาคได้


