posttoday

กฟผ.ชี้ พลังงานสีเขียวอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี "สิทธิสีเขียว" ด้วย

05 ตุลาคม 2568

กฟผ.เดินหน้าขับเคลื่อนพลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ ส่งเสริมสิทธิ์สีเขียวและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เสริมความมั่นคงและความยั่งยืนของไทยบนเวทีโลก

KEY

POINTS

  • กฟผ. ชี้การมีแหล่งพลังงานสีเขียวอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแข่งขันทางการค้าโลก เนื่องจากกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เช่น ภาษีคาร์บอน (CBAM) ต้องการหลักฐานการใช้พลังงานสะอาด ซึ่ง "สิทธิสีเขียว" หรือใบรับรอง REC เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันสิทธิ์นั้น
  • กฟผ. นำเสนอ "ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าสีเขียว" ซึ่งเป็นการขายไฟฟ้าควบคู่กับใบรับรอง REC เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้อ้างอิงการใช้พลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล และรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
  • นอกจากการบริหารจัดการสิทธิสีเขียวแล้ว กฟผ. ยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าที่รองรับพลังงานหมุนเวียน พร้อมผลักดันให้มาตรฐานของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“การมีแหล่งพลังงานสีเขียวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องสามารถใช้และบริหารจัดการ "สิทธิสีเขียว" (Energy Attribute Certificates - EACs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย”- นายวฤต รัตนชื่น  ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

ภายในงาน SX2025 หรือ SUSTAINABILITY EXPO 2025: A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry จัดโดยกรุงเทพธุรกิจเครือเนชั่นทีวี ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ เพลนารีฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ช่วง Special Talk: EGAT Way to Energy Future โดยนายวฤต รัตนชื่น  ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้กล่าวถึง 

 

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนของประเทศไทยว่าเป็นประเด็นสำคัญที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ความสำคัญ เพราะในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและกฎกติกาการค้าใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงกับการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น กรีนแทริฟ (Green Tariff) และมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM)  ประเทศไทยในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่เพียงแต่เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถบริหารจัดการ “สิทธิสีเขียว” (Energy Attribute Certificates - EACs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

 

นายวฤต รัตนชื่น  ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

ที่ผ่านมา กฟผ. เปิดให้บริการอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff (UGT)  การซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม หรือน้ำ ควบคู่กับ ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificate (REC) เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้า (โดยเฉพาะภาคธุรกิจ) ใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิ์ว่าใช้พลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล และใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero หรือรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป

 

กฟผ.ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโซลาร์ฟาร์ม วินด์ฟาร์ม และการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป แต่ด้วยความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สามารถผลิตได้ตลอดเวลา กฟผ.จึงพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน การดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS)  เทคโนโลยี SMR ไปจนถึงพลังงานฟิวชันในระยะยาว ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าเพื่อดักจับคาร์บอน ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ

 

กฟผ.ชี้ พลังงานสีเขียวอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี "สิทธิสีเขียว" ด้วย

 

กฟผ.ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า โดยสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล (EV Ecosystem) พร้อมให้บริการคำปรึกษาและแพลตฟอร์มจัดการพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า อีกทั้งยังมีบริการจัดหาพลังงานสะอาด คาร์บอนเครดิต และผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าสีเขียวที่มาพร้อมสิทธิสีเขียว (REC) ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังพยายามผลักดันให้มาตรฐานคาร์บอนเครดิตและสิทธิ์สีเขียวของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล

 

กฟผ.ยังมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยร่วมมือกับองค์กรพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศอย่าง IRENA วางแผนรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกันก็ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็ว และพัฒนาระบบส่งที่รองรับการไหลของไฟฟ้าสองทิศทาง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบตอบสนองด้านความต้องการไฟฟ้า (Demand Response) การทดลองติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และการสร้างโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) รวมถึงการใช้ศักยภาพของโครงการใหม่ ๆ เช่น โซลาร์เซลล์ลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งช่วยทั้งผลิตไฟฟ้าและลดการระเหยของน้ำ

 

ทั้งนี้ เป้าหมายระยะยาวของ กฟผ. คือการสร้างระบบพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยธรรมชาติและฝนตกหนัก กฟผ.เชื่อว่าการลงทุนและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในวันนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

 

ข่าวล่าสุด

อธิบดี ปภ. สั่งเข้ม “เข้าเร็ว เข้าไว” เร่งลด Hotspot ไฟป่าภาคเหนือ