posttoday

ศึกน้ำมันแพง ส่องกล้อง 9 กลุ่มอุตสาหกรรมไทย ใครรอด ใครร่วง?

05 เมษายน 2569

ราคาน้ำมันพุ่ง กระทบต้นทุนรับเหมา-วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีกและเครื่องดื่มอ่วมค่าขนส่งและกำลังซื้ออ่อนแอ ขณะที่โรงพยาบาลและพลังงาน ยังรับมือได้ดี

KEY

POINTS

  • บล.เอเซีย พลัส ประเมินน้ำมันพุ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบสูง ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก และเครื่องดื่ม ซึ่งเผชิญกับต้นทุนขนส่ง วัสดุ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น
  • กลุ่มที่มีความทนทานหรือได้รับผลบวกคือ โรงพยาบาล เกษตรอาหาร และพลังงาน เนื่องจากเป็นบริการจำเป็น สามารถผลักภาระต้นทุนได้ หรือได้ประโยชน์จากสต็อกน้ำมัน
  • ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายของธุรกิจต่าง ๆ มากกว่าต้นทุนที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว

ท่ามกลางแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น บล.เอเซีย พลัส ได้ประเมินผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยพบว่าแต่ละกลุ่มธุรกิจมีกลไกในการรับมือและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและวัสดุ (ต้นทุนทางอ้อม)

  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: แม้ต้นทุนน้ำมันดีเซลโดยตรงในงานก่อสร้างทั่วไปจะต่ำกว่า 1% แต่งานเสาเข็มมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง 6% นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัสดุหลัก เช่น ปูนซีเมนต์และเหล็ก (30-40% ของต้นทุนโครงการ) ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าขนส่งและพลังงาน สำหรับโครงการภาครัฐจะมี “ค่า K” ช่วยชดเชย แต่งานภาคเอกชนต้องแบกรับต้นทุนเอง ทำให้บริษัทต่าง ๆ เริ่มกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งงานต่อให้ผู้รับเหมาช่วง
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: ผลกระทบหลักอยู่ที่ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบและการกระจายสินค้า อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตส่วนใหญ่ใช้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติซึ่งไม่ได้ผันแปรตามราคาน้ำมันโดยตรง และผู้ผลิตปูนซีเมนต์มักคิดค่าขนส่งแยกตามต้นทุนจริงหากเป็นการจัดส่งถึงมือลูกค้า
  • กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย: ต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น (25-30% ของต้นทุนโครงการ) ส่งผลต่อโครงการใหม่ที่จะต้องปรับราคาขายตาม ในขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมักใช้สัญญาแบบ Turnkey ซึ่งผู้รับเหมาจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอง

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กระทบต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อถดถอย

  • กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง: ต้องเผชิญทั้งต้นทุนขนส่งและค่าไฟที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ CPALL ซึ่งมีสาขาจำนวนมากทำให้มีค่าสาธารณูปโภคสูงสุดในกลุ่ม (2-9%) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงตามค่าครองชีพ
  • กลุ่มเครื่องดื่ม: ได้รับผลกระทบจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (เม็ดพลาสติกและก๊าซธรรมชาติสำหรับขวดแก้ว) ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ล็อกราคาวัตถุดิบไว้ถึงกลางปีนี้ โดยหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจอย่าง CBG และ OSP อาจได้รับผลกระทบมากกว่ารายอื่น แต่ยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

กลุ่มที่มีความทนทานและกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก

  • กลุ่มโรงพยาบาล: ถือเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง (Inelastic Demand) เนื่องจากเป็นบริการที่จำเป็น แม้ต้นทุนยาจะเพิ่มขึ้นแต่มีการล็อกสัญญารายปีและสำรองสต็อกไว้ล่วงหน้า 60-90 วัน ส่วนค่าไฟคิดเป็นเพียง 2% ของรายได้ ซึ่งสามารถบริหารจัดการผ่านการลดค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่จำเป็นได้
  • กลุ่มเกษตรอาหาร: ผลกระทบจำกัด เนื่องจากต้นทุนพลังงานและขนส่งไม่เกิน 5% และส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในรูป FOB อีกทั้งยังสามารถผลักภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไปสู่ผู้บริโภคได้
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า: ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันขายปลีกปรับขึ้น 
  • กลุ่มพลังงาน: ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน (PTG, OR) จะได้รับ Sentiment เชิงบวกจากกำไรสต็อกน้ำมันในช่วงขาขึ้น สำหรับธุรกิจโรงกลั่น (TOP, BCP) จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากกำไรขึ้นอยู่กับค่าการกลั่นไม่ใช่ราคาขายปลีก

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับภาคธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่คือผลกระทบเชิงลบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในหลายอุตสาหกรรม การบริหารจัดการต้นทุนผ่านการทำสัญญาล่วงหน้าและการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทจดทะเบียนนำมาใช้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เวสต์แฮม พบ ลีดส์ ฟุตบอลเอฟเอคัพ วันนี้ 5 เม.ย.69