posttoday

“พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์" ทางออกพลังงานสะอาด หรือ รวบอำนาจเข้าส่วนกลาง?

17 มิถุนายน 2568

บทวิเคราะห์ “พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ฉบับใหม่ของไทย” ที่ในอดีตมักประสบปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐหลายแห่ง และความไม่แน่นอนหรือต่อเนื่องของนโยบาย

KEY

POINTS

  • สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ การลดข้อจำกัดในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลส์ในภาคประชาชน โดยมีการ “ยกเว้น” การถือว่าเจ้าของระบบเป็นผู้ประกอบกิจการพลังงาน
  • หลักการที่สำคัญในกฎหมายฉบับใหม่นี้จะเปลี่ยนระบบจาก “อนุญาต” เป็นระบบ “แจ้งล่วงหน้า” ซึ่งหากไม่มีการคัดค้านหรือข้อโต้แย้งภายใน 30 วัน ก็สามารถติดตั้งและผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้ทันที
  • ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับได้รับเสียงวิจารณ์จากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็น “การรวบอำนาจ” ในการออกกฎเกณฑ์ทุกด้านไว้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแต่เพียงผู้เดียว

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางให้เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ทั้งจากเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 (Net Zero Emissions) ตลอดจนแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นและการพึ่งพาพลังงานภายในประเทศที่มากขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานโลก

 

เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ พ.ศ. … หรือ “พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์” ถูกผลักดันขึ้นมาโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งในอดีตมักประสบปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐหลายแห่ง และความไม่แน่นอนหรือต่อเนื่องของนโยบาย

 

“พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์" ทางออกพลังงานสะอาด หรือ รวบอำนาจเข้าส่วนกลาง?

 

สาระสำคัญของกฎหมาย: ความก้าวหน้าในระบบ “Prosumer”

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ การลดข้อจำกัดในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลส์ในภาคประชาชน โดยมีการ “ยกเว้น” การถือว่าเจ้าของระบบเป็นผู้ประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งในระบบกฎหมายเดิมจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

 

หลักการที่สำคัญในกฎหมายฉบับใหม่นี้จะเปลี่ยนระบบจาก “อนุญาต” เป็นระบบ “แจ้งล่วงหน้า” ซึ่งหากไม่มีการคัดค้านหรือข้อโต้แย้งภายใน 30 วัน ก็สามารถติดตั้งและผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้ทันที ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการขออนุญาตของกระบวนการ และเป็นการลดภาระและต้นทุนทางธุรการของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในขณะเดียวกัน กฎหมายได้กำหนดกลไกควบคุมเพื่อคุ้มครองระบบโดยรวม เช่น การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย การควบคุมการกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์ และการอนุญาตให้ขายไฟฟ้าคืนกลับเข้าระบบของรัฐเฉพาะกับหน่วยงานที่รัฐมนตรีกำหนด โดยมีอัตราราคาที่รัฐเห็นชอบเท่านั้น

 

การปฏิรูประบบนี้จึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการปลดล็อกต้นทุนทางกฎหมาย เปิดทางให้ประชาชนติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็น “Prosumer” ในการผลิตและขายไฟกลับเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการ Feed-in-Tariff หรือ Net Metering

 

 

“พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์" ทางออกพลังงานสะอาด หรือ รวบอำนาจเข้าส่วนกลาง?

 

“ทางออกพลังงานสะอาด” หรือ “รวบอำนาจเข้าส่วนกลาง”?

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับได้รับเสียงวิจารณ์จากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็น “การรวบอำนาจ” ในการออกกฎเกณฑ์ทุกด้านไว้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดหน่วยงานที่มีสิทธิเข้าตรวจสอบ การกำหนดอัตราราคาขายไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการอนุมัติผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

 

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมายยังให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบสถานที่ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ซึ่งถูกมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะในกรณีที่สถานที่ดังกล่าวคือบ้านพักอาศัย องค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมากจึงออกมาเรียกร้องให้มีการปรับปรุงร่างกฎหมายให้รัดกุมและเคารพต่อหลักนิติธรรม โดยปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อพิจารณาให้ครอบคลุมผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

“พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์" ทางออกพลังงานสะอาด หรือ รวบอำนาจเข้าส่วนกลาง?

 

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคส่วนต่างๆ

 

1. ประชาชนผู้ติดตั้งโซล่าเซลส์ (Prosumer):

กลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการลดขั้นตอนการติดตั้งหรือการขออนุญาต และมีแนวโน้มในอนาคตว่า ต้นทุนโดยรวมของระบบ Solar Rooftop จะลดลงประมาณ 10–20% เมื่อรวมค่าธรรมเนียมการขออนุญาตและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง การคืนทุนจากระบบโซลาร์อาจเกิดได้เร็วขึ้นในเวลาเพียง 6–8 ปี แทนที่จะเป็น 10–12 ปีดังเดิม อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชนต้องอยู่ภายใต้ “การตรวจสอบสถานที่” โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหมายศาล อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ และกระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลโดยเฉพาะในบ้านพักอาศัย

 

2. ผู้ประกอบการและผู้ประกอบธุรกิจติดตั้งระบบโซล่าเซลส์:

กลุ่มนี้จะได้รับผลดีจากการขยายตัวของตลาดติดตั้งโซลาร์เซลส์ โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนอยู่อาศัย ซึ่งอาจมีศักยภาพในการติดตั้งแผงโซล่าเซลส์มากกว่า 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐสามารถควบคุมราคาซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ อาจทำให้ผลตอบแทนของธุรกิจบางประเภทลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่หวังรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบเป็นหลัก

 

3. หน่วยงานรัฐและกระทรวงพลังงาน:

ภาครัฐจะมีอำนาจในการควบคุมระบบพลังงานกระจายศูนย์ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อการวางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าในระยะยาว และการจัดการประสิทธิภาพโครงข่ายไฟฟ้า แต่หากภาครัฐขาดกลไกถ่วงดุล อาจนำไปสู่การใช้อำนาจตามดุลพินิจมากเกินไป และบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคประชาชน

 

4. ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ:

ภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กรตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของกฎหมาย พรบ. โซล่าเซลส์ฉบับใหม่นี้ ในแง่ของการรวบอำนาจเข้าสู่รัฐมนตรีฯโดยขาดการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานอิสระ หรือภาควิชาการในการกำหนดมาตรฐานราคาและการจัดซื้อไฟฟ้า ซึ่งหากไม่มีความโปร่งใส/เท่าเทียม อาจเกิดความขัดแย้งในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อรัฐปฏิเสธการรับซื้อไฟฟ้าจากบางชุมชน ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอแนะจากทางภาควิชาการ คือ การให้ความสำคัญกับมาตรการ Third Party Access (TPA) ไปพร้อมกับการปลดล็อกกฎหมายโซล่าเซลส์ ซึ่งการมี TPA จะเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาคประชาชนกับระบบไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขายไฟฟ้าอีกด้วย

 

“พ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์" ทางออกพลังงานสะอาด หรือ รวบอำนาจเข้าส่วนกลาง?

 

บทบาทของ Third Party Access (TPA) ในการปลดล็อกกฏหมายโซล่าเซลส์

 

อีกประเด็นสำคัญที่ยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ การเปิดให้มีระบบ Third Party Access (TPA) หรือการอนุญาตให้บุคคลที่สามสามารถเข้าถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ได้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางโครงสร้างที่สำคัญของการเปิดตลาดพลังงานเสรีในหลายประเทศ

 

TPA ช่วยให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เช่น เจ้าของระบบ Solar Rooftop ในภาคประชาชนหรือภาคธุรกิจ สามารถขายไฟให้ผู้บริโภครายอื่นที่อยู่ห่างออกไปได้ ผ่านการใช้โครงข่ายของการไฟฟ้า โดยไม่จำกัดอยู่แค่ “ขายคืนให้รัฐ” ตามระบบเดิม ซึ่งยังคงผูกขาดการซื้อขายไฟฟ้าในมือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และหน่วยงานอื่นของรัฐ

 

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างกรณีศึกษาจากต่างประเทศ

  • ประเทศเยอรมนี และหลายประเทศในสหภาพยุโรปได้เปิดให้มี TPA ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปตลาดไฟฟ้าเสรี โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ เช่น Bundesnetzagentur ทำหน้าที่ควบคุมอัตราค่าผ่านระบบ (grid fee) อย่างเป็นธรรม ประเทศเยอรมนีจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการส่งเสริมระบบโซลาร์รูฟท็อป ด้วยการใช้กลไก “feed-in tariff” ที่ให้ประชาชนขายไฟในราคาที่คงที่และจูงใจ ทำให้เกิดการติดตั้งระบบมากกว่า 1.7 ล้านหลังคาเรือน และสร้างตลาดพลังงานที่กระจายศูนย์อย่างแท้จริง

 

  • ประเทศญี่ปุ่น หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟูกูชิมะปี 2011 ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายพลังงานอย่างชัดเจน โดยให้เทศบาลเป็นแกนนำในการวางแผนพลังงานท้องถิ่น ถึงแม้จะยังคงให้การไฟฟ้าท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลโครงข่าย แต่ก็มีการอนุญาตให้เอกชนผลิตและจำหน่ายไฟในพื้นที่เฉพาะ เช่น “เขตพลังงานท้องถิ่น” ซึ่งได้รับสิทธิใช้โครงข่ายอย่างอิสระ โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนให้ภาคชุมชนผลิตไฟฟ้าใช้เองผ่านกองทุนพลังงานระดับท้องถิ่น พร้อมออกนโยบายให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

 

  • ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในรัฐอย่าง เท็กซัส หรือ แคลิฟอร์เนีย มีระบบตลาดไฟฟ้าแบบแข่งขันเสรี ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายเล็กสามารถขายไฟฟ้าโดยตรงให้ลูกค้า (direct PPA) โดยผ่านโครงข่ายไฟฟ้าที่บริหารแบบแยกอิสระ (Independent System Operator: ISO) ส่วนในรัฐแคลิฟอร์เนียได้ใช้กลไก “net metering” ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ไฟสามารถผลิตไฟและใช้ไฟจากระบบของตนเอง และหากผลิตเกินความต้องการก็สามารถหักลบกับค่าไฟได้โดยตรง ส่งเสริมให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์เซลส์มากขึ้น

 

กรณีศึกษาต่างๆเหล่านี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมโซลาร์เซลส์ไม่ได้อยู่แค่ที่การลดขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “ระบบธรรมาภิบาล” ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับ ตลอดจนสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดในตลาดแข่งขันไฟฟ้าแบบเสรีได้

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย

  • สร้างกลไกถ่วงดุลและอิสระในการกำหนดนโยบาย: ภาครัฐจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแลการถ่วงดุลอำนาจระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และประชาสังคม เพื่อกำหนดราคาไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม และคัดเลือกหน่วยงานที่รับซื้อไฟ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจเกินขอบเขตของรัฐมนตรี รวมไปถึงการทบทวนมาตรการตรวจสอบพื้นที่พักอาศัยของประชาชนต้องไม่รุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

 

  • จัดตั้งแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบ One-Stop Service: ควรมีระบบกลางสำหรับการแจ้งติดตั้ง การอนุมัติ การติดตามผล และฐานข้อมูลเชิงสถิติที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ และเพิ่มความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการขออนุญาตติดตั้งโซล่าเซลส์ในภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจ

 

  • เชื่อมโยงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว (PDP 2025): การส่งเสริม Solar Rooftop จำเป็นต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ (PDP) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างพลังงานส่วนกลางและพลังงานกระจายศูนย์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โดยอาจมีการส่งเสริมนวัตกรรมอื่นๆ เช่น ระบบ Smart Grid หรือ Virtual Power Plant ที่ได้มีการศึกษามาแล้วในประเทศไทย

 

  • บรรจุหลักการ Third Party Access (TPA) ไว้ในกฎหมายพรบโซล่าเซลส์: รัฐควรพิจารณาเปิดระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างการแข่งขันและเพิ่มโอกาสให้ Prosumer หรือภาคประชาชน มีทางเลือกในการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้ารายอื่น หรือผ่านผู้จัดการพลังงานอิสระ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ. หรือองค์กรอิสระ

 

แม้ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมโซลาร์เซลล์จะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการปลดล็อกระบบพลังงานกระจายศูนย์และเปิดทางให้ประชาชนมีบทบาทในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้า แต่หากออกแบบกฎหมายโดยขาดกลไกถ่วงดุล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ อาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในระยะยาว

 

การมีระบบ TPA จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ สามารถจำหน่ายไฟฟ้าให้กับภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ หรือชุมชนอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านระบบรวมศูนย์ของรัฐเท่านั้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการแข่งขัน เสริมสร้างกลไกตลาดไฟฟ้าเสรี และดึงดูดนักลงทุนในระบบพลังงานสะอาดมากขึ้น

 

ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล  ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ดันงบ 152 ล้านเหรียญ หวังฟื้นเรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง