posttoday
“แฟลตดินแดง” 60 ปี จากยุคสงครามเย็นสู่โมเดล Mixed Use การฟื้นฟูกู้ชุมชนเมือง

“แฟลตดินแดง” 60 ปี จากยุคสงครามเย็นสู่โมเดล Mixed Use การฟื้นฟูกู้ชุมชนเมือง

09 มีนาคม 2568

ส่องโครงการ "แฟลตดินแดง" ยุคใหม่ กับแผนพัฒนาเชิงพาณิชย์สู่โมเดล Mixed Use ใน "โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง" หลังการเคหะฯ ทุ่มทุนมหาศาลพัฒนาพื้นที่แฟลตเดิมอายุกว่า 60 ปีที่ทรุดโทรมสู่ห้องชุดคอนโดยุคใหม่สูง 25-35 ชั้น สร้างแล้วอยู่แล้ว 2 ตึกจำนวน 946 ยูนิต ไปต่ออย่างไร?

KEY

POINTS

  • แฟลตดินแดงเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2506 ถือเป็นโครงการแฟลตที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อประชาชนรายได้น้อย" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก องค์การสหประชาชาติ (UN) และได้รับเงินกู้จากรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านแผนช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ (Economic Aid) ในยุคสงครามเย็น
  • จากความทรุดโทรมของอาคารและสภาพแวดล้อม การเคหะแห่งชาติจึงได้ดำเนิน “โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง” แบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ (แปลง A-G)  ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 192 ไร่ จากจำนวนอาคารพักอาศัยทั้งหมด 11 อาคาร จำนวนห้องชุดพักอาศัย 20,292 ยูนิต
  • ล่าสุดมีอาคารที่สร้างเสร็จและส่งมอบให้ผู้อยู่อาศัยแล้ว 2 อาคาร คือ อาคารในแปลง G (สูง28 ชั้น) 334 ยูนิต และ อาคาร D1(สูง 35 ชั้น)จำนวน 612 ยูนิต รวมแล้วเสร็จเพียง 946 ยูนิต

“แฟลตดินแดง” หรือแฟลตห้วยขวาง เคยเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 60 ปี สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าที่พักพิง แต่เป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย  ในอดีตถ้าใครเคยลองเดินเข้าไปจะพบอาณาจักรอีกภพภูมิของกรุงเทพฯ อีกย่านอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ทั้งของอร่อยสารพัด ร้านขายของชำโต้รุ่งและร้านเล็กร้านน้อย ดินแดนแห่งสายมู หรืออะไรอีกมากมายที่เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา จนกลายเป็นวิถีที่มีอัตลักษณ์พิเศษอีกแห่ง ครั้งหนึ่งที่นี่คือจุดหมายปลายทางของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเริ่มตั้งต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวง กี่ล้านชีวิตที่เคยผ่านเข้าผ่านออกอาณาจักร “แฟลต” ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า หรือ อาจยังใช้ชีวิตและสร้างเนื้อสร้างตัวกลายเป็นครอบครัวใหญ่ หรือ อาจกลายเป็นบารอนที่ใครไม่อาจต้านทานได้จนถึงปัจจุบัน

 

โครงการแฟลตดินแดงในยุคแรกพ.ศ. 2506-2517 (ภา่พ/การเคะแห่งชาติ)

 

ผู้อยู่อาศัยในแฟลตดินแดงส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 63 ประกอบอาชีพค้าขาย รับจ้างทั่วไป และขับรถรับจ้าง (มอเตอร์ไซด์ รถตู้ แท็กซี่) รวมถึงพ่อบ้าน/แม่บ้าน คนว่างงาน และนักเรียน/นักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ไม่มีรายได้ประจำ เมื่อเทียบกับรายได้สุทธิเฉลี่ยต่อเดือน ที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของประชาชนแฟลตดินแดง พบว่าส่วนใหญ่ มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท

 

มีประชากรทั้งหมดประมาณ 109,970 คน จากข้อมูล ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2566  อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในแฟลตดินแดงจริงไม่มีการระบุอย่างชัดเจน

 

ผู้อยู่อาศัยในยุคแรกเริ่มของโครงการแฟลตดินแดง (ภาพ/การเคหะแห่งชาติ)

 

ใครที่ยังมีภาพจำเก่า ๆ จะรู้ว่าวันนี้แฟลตดินแดงเปลี่ยนไปมากมายจากการพัฒนาพื้นที่อาคารที่เรียกว่า "แฟลต" มาจากคำว่า Flat ในภาษาอังกฤษ หรือ ห้องชุดในอาคาร แน่นอนนี่คือบ้านบนตึกแบบหนึ่ง และแฟลตดินแดงก็เป็นตึกสูงในยุคแรกๆของประเทศไทยที่เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2506 หรือกว่า 60 ปีที่แล้ว

 

ประวัติโครงการแฟลตดินแดง

เริ่มขึ้นในสมัยรัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี พ.ศ. 2502 - 2506) และมีการดำเนินการต่อในสมัยของ จอมพลถนอม กิตติขจร (ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากจอมพลสฤษดิ์ในปี พ.ศ. 2506 - 2516)

 

เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อประชาชนรายได้น้อย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก องค์การสหประชาชาติ (UN) และได้รับเงินกู้จากรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านแผนช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ (Economic Aid) ในยุคสงครามเย็น โครงการนี้ถูกดำเนินการโดย สำนักงานเคหะแห่งชาติ (National Housing Authority – NHA) ในเวลาต่อมา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาชุมชนแออัดและพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนในเขตเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

ภาพโครงการแฟลตดินแดง

 

ความเปลี่ยนแปลงและความทรุดโทรมตามกาล

พื้นที่นี้เดิมเคยเป็นที่พักขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานครและทุ่งนาของเอกชน เมื่อมีผู้คนมาอาศัยมากขึ้นจึงกลายเป็นชุมชนแออัด รัฐจึงเข้ามาจัดการผ่านกรมประชาสงเคราะห์ในเวลานั้น ปี 2503 จึงได้มีมติให้จัดสร้างอาคารสงเคราะห์แบบแฟลต ให้เช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย

 

“โครงการอาคารสงเคราะห์ดินแดง” ชุดแรกราว 5,000 หน่วยจึงเกิดขึ้น โดยใช้ต้นแบบหน่วยพักอาศัยคล้ายมาตรฐานอาคารสงเคราะห์ของประเทศสิงค์โปร์ สร้างเป็น อาคารสงเคราะห์ หรือที่เราเรียก แฟลตดินแดง ในปัจจุบัน

 

แฟลตดินแดงเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2506 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงทศวรรษ 2510 (ก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2506-2517) โดยถือเป็นโครงการแฟลตที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย

 

กว่า 60 ปีที่ผ่านมาชาวแฟลตดินแดงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ทั้งเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมือง การชุมนุมประท้วง การปิดล้อม ตึกถล่ม และอีกสารพันปัญหา และที่เป็นข่าวให้โจษจันกันอยู่เสมอก็คือ เรื่องการต่อสู้กับกองทัพหนูจำนวนมหาศาลที่คุกคามผู้อยู่อาศัยในอาคารเก่าแก่

 

ภาพแฟลตดินแดงเฟส 2 (ภาพ Bangkok Sightseeing)

 

ชุมชนที่ฝังรากลึก ในที่อยู่ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

จากความทรุดโทรมของอาคารและสภาพแวดล้อมที่แย่ลงเรื่อยๆ สำหรับการอยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติจึงได้ริเริ่มดำเนิน “โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง” มาอย่างยาวนาน ก่อนที่แผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (พ.ศ. 2559-2567) จะผ่านความเห็นชอบในหลักการจากรัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 

 

โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ (แปลง A-G) ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 192 ไร่ จากจำนวนอาคารพักอาศัยทั้งหมด 11 อาคาร จำนวนห้องชุดพักอาศัย 20,292 ยูนิต ในจำนวนนี้จะรองรับผู้อยู่อาศัยจากแฟลตดินแดงเดิม 6,546 ยูนิต และผู้เช่ารายใหม่ 13,746 ยูนิต เริ่มทำการรื้อถอนเรื่อยมา โดยเดิมคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2572

 

“โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง” อยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของการเคหะแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 3 “การฟื้นฟูชุมชนเมือง พัฒนาเมืองใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

 

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงพื้นที่ของแฟลตดินแดงนั้น จะเลือกย้ายผู้อยู่อาศัยที่อยู่ในอาคารที่ทรุดโทรมมากที่สุดมายังอาคารที่สร้างใหม่ก่อน จึงจะทำการทุบและรื้อถอนอาคารเก่าเพื่อสร้างอาคารแฟลตดินแดงเฟสใหม่

 

• ระยะที่ 1 : แปลง G มี 1 อาคารสูง 28 ชั้น 334 ยูนิต (รองรับผู้อยู่อาศัยเดิมแฟลต 18-22 จำนวน 280 หน่วย) สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2561 และย้ายผู้อยู่อาศัยเข้าเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 เป็นต้นมา

 

• ระยะที่ 2 : แปลง D1 และแปลง A1 จัดสร้างอาคารสูง 35 ชั้น 2 อาคาร รวม 1,247 หน่วย (รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม แฟลต 9-17, 23-32 และ 63-64 จำนวน 1,160 หน่วย)

 

ปัจจุบัน อาคาร D1 จำนวน 612 ยูนิตสร้างเสร็จแล้ว ส่วนอาคาร A1 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 635 หน่วย ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 3 อาคาร (ในเฟส1 และ เฟส 2) จะสามารถรองรับผู้พักอาศัยได้ถึง 1,581 ครอบครัว 

 

ทั้งนี้ การก่อสร้างอาคาร D1 เสร็จสมบูรณ์ และการเคหะแห่งชาติได้เริ่มส่งมอบห้องพักให้กับผู้อยู่อาศัยแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 อาคาร D1 ถูกออกแบบตามแนวคิดอารยสถาปัตยกรรม (Universal Design) เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือคนพิการ โดยชั้นที่ 3-16 จัดสรรสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนพิการ จำนวน 274 หน่วย ชั้นที่ 17-35 สำหรับผู้อยู่อาศัยทั่วไป จำนวน 338 หน่วย

 

โดยรวมแล้วล่าสุด มีอาคารที่สร้างแล้วเสร็จและส่งมอบให้ผู้อยู่อาศัยแล้ว 2 อาคาร คือ อาคารในแปลง G (สูง28 ชั้น) 334 ยูนิต และ อาคาร D1 (สูง 35 ชั้น) จำนวน 612 ยูนิต รวมแล้วเสร็จเพียง 946 ยูนิต

 

ทั้งนี้ เมื่อเฟส 2 แล้วเสร็จจึงจะเริ่มต่อโครงการระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ซึ่งตามแผนเดิมเฟส 2 จะต้องเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2568 แต่ขณะนี้ถือว่าล่าช้ากว่าแผนเดิมไปกว่า 1 ปี เพราะไม่ผ่านการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม

 

• ระยะที่ 3 : แปลง D1 แปลง A และแปลง C จัดสร้างอาคารสูง 35 ชั้น 5 อาคาร รวม 3,333 หน่วย รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม และที่ดินแปลง D2 จัดสร้างอาคารสูง 30 ชั้น 5 อาคาร รวม 2,610 หน่วย เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยเดิม และบุคคลทั่วไป

 

• ระยะที่ 4 แปลง C จัดสร้างอาคารสูง 35 ชั้น 3 อาคาร รวม 1,632 หน่วย รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม ส่วนแปลง B และแปลง E จัดสร้างอาคารสูง 8-35 ชั้น 20 อาคาร รวมจำนวน 1,136 หน่วย รองรับข้าราชการและบุคคลทั่วไป

 

ภาพจาก AI

 

การพัฒนาโครงการ Mixed Use โมเดลในพื้นที่ฟื้นฟูชุมชนดินแดง: มิติทางเศรษฐศาสตร์

โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงไม่เพียงเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยเชิงสังคม แต่ยังมาพร้อมกับแนวคิดเศรษฐกิจเมือง (Urban Economics) ผ่านการพัฒนาโครงการ Mixed Use ซึ่งรวมพื้นที่พาณิชย์เข้ากับที่อยู่อาศัย โดยแนวคิดนี้มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนทางการเงินของโครงการและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

 

มิติด้านการเงินและความคุ้มทุนของโครงการ

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีข้อกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของการเคหะแห่งชาติ เนื่องจากโครงการที่อยู่อาศัยเชิงสังคมมักให้ผลตอบแทนทางการเงินต่ำ การจัดสรรพื้นที่บางส่วนเพื่อพัฒนาเป็น "พื้นที่พาณิชย์" จะช่วยสร้างรายได้ในระยะยาว ลดภาระทางการเงิน และช่วยให้โครงการสามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว

 

ผลทางเศรษฐกิจ

พื้นที่ที่เหลือจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยกว่า 6,500 หน่วย จะถูกพัฒนาเป็น พื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งอาจรวมถึง

• ร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต

• ศูนย์บริการและสำนักงานให้เช่า

• โซนค้าปลีกและพื้นที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

• ศูนย์สุขภาพหรือพื้นที่บริการชุมชน

สิ่งเหล่านี้จะช่วย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ ทำให้เกิด แรงจูงใจทางการลงทุน และกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด การพัฒนาเศรษฐกิจเมือง (Urban Economic Development)

 

ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของโครงการ

ในระยะยาว โครงการ Mixed Use จะช่วยให้การเคหะแห่งชาติสามารถ พึ่งพารายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ลดภาระงบประมาณแผ่นดิน และสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ สมดุลระหว่างภาคสังคมและเศรษฐกิจ

 

กล่าวโดยสรุป การนำแนวคิด Mixed Use Development มาใช้ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วย ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างความคุ้มทุนของโครงการ และทำให้การพัฒนาเมืองมีความยั่งยืนในระยะยาว

 

ตารางเปรียบเทียบแฟลตดินแดงแบบใหม่และแฟลตดินแดงแบบเก่า

“แฟลตดินแดง” 60 ปี จากยุคสงครามเย็นสู่โมเดล Mixed Use การฟื้นฟูกู้ชุมชนเมือง

 

รวบรวมข้อดีและข้อเสียของการออกแบบใหม่

ข้อดีของแฟลตดินแดงแบบใหม่

  1. มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น – ลิฟต์ ฟิตเนส สนามเด็กเล่น และพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการพัฒนา
  2. ความปลอดภัยดีขึ้น – มีระบบคีย์การ์ด กล้องวงจรปิด และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
  3. โครงสร้างแข็งแรงกว่าเดิม – ใช้วัสดุที่ทันสมัยกว่า ลดปัญหาการทรุดโทรมเร็ว
  4. มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางให้เหมาะสม – ทำให้ชุมชนน่าอยู่และเป็นระเบียบขึ้น
  5. การเดินทางสะดวกกว่าเดิม – พัฒนาเส้นทางเข้าถึงรถไฟฟ้าและขนส่งสาธารณะ

 

ข้อเสียของแฟลตดินแดงแบบใหม่

  1. ขนาดห้องเล็กลง – จาก 42 ตร.ม. เหลือ 33 ตร.ม. ทำให้พื้นที่ใช้สอยลดลง
  2. ค่าเช่าสูงขึ้น – ผู้เช่าใหม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่แพงขึ้นจากเดิม
  3. สูญเสียลักษณะชุมชนดั้งเดิมบางส่วน – การออกแบบใหม่ทำให้ชุมชนแบบดั้งเดิมกระจัดกระจายและเปลี่ยนแปลง
  4. อาจเกิดปัญหาการปรับตัวของผู้อยู่อาศัยเดิม – เนื่องจากต้องย้ายเข้าอาคารใหม่ที่มีระบบการใช้ชีวิตแตกต่างจากเดิม

 

ค่าเช่าที่ตั้งไว้และค่าเช่าจริงๆ

สำหรับผู้อยู่อาศัยเดิมถูกกำหนดไว้ที่ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นราคาที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนปรับขึ้นค่าเช่าสำหรับผู้เช่าใหม่อย่างน้อย 5% ต่อปี ตามอัตราเงินเฟ้อ

 

ในแง่ของค่าเช่า ผู้อยู่อาศัยเดิมจะจ่ายค่าเช่าในราคา 1,000 บาทต่อเดือนต่อห้อง จากปัจจุบันที่เช่าอยู่ในราคา 300 บาทต่อเดือนต่อห้อง หรือหากเช่าอยู่ 600 บาทต่อเดือนต่อห้อง จะเป็นราคา 1,500 บาทต่อเดือนต่อห้อง

 

แต่บางยูนิตเจ้าของสิทธิ์มักนำปล่อยเช่าต่อในราคาหลายพันบาทต่อเดือนตามแต่ตกลง แต่ไม่สามารถทำการซื้อขายได้ จึงปล่อยให้คนเช่าเรื่อยมา เมื่อห้องหรือพื้นที่ส่วนกลางทรุดโทรมเสียหาย การเคหะต้องเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมเอง เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เรื้อรังมายาวนาน การรื้อเพื่อสร้างใหม่จึงทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์ในส่วนนี้


แต่จากการสืบเสาะข้อมูลราคาจริงจากผู้อยู่อาศัยจริง เช่น จากเว็บไซต์ Pantip.com (ปี 2565) ผู้เช่ารายหนึ่งระบุว่า

 

“แฟลตดินแดง ผมอยู่มาตั้งแต่ปี 41 ราคาเช่า 2,900 บาท/ด. (เกือบจะสูงสุดแล้ว) ตามแผนที่เขากำหนดราคาไว้ ถ้าตึกใหม่สร้างเสร็จผมย้ายขึ้นตึกใหม่ต้องจ่าย เกือบๆ 5,000 บาท/ด. ในนี้รวมค่าส่วนกลางด้วย (ปัจจุบันไม่ได้เก็บค่าส่วนกลาง) ราคานี้สำหรับคนที่ปัจจุบันจ่ายค่าเช่าสูงนะ จะมี 2 อาคารที่ค่าเช่าแพงกว่าชาวบ้าน 

และถ้าหากขึ่นตึกใหม่สำหรับผู้ที่ปัจจุบันจ่ายค่าเช่า ไม่ถึง 1,000 บาท/ด. ก็จะเพิ่มอีกในนั้นรวมค่าส่วนกลางด้วยไม่น่าจะเกิน 4,000 บาท/ด.”

 

แหล่งข้อมูล:

เว็บไซต์การเคหะ www.nha.co.th

https://thelist.group/

thinkofliving.com

http://housingvm.nha.co.th/

pantip.com

 

 

 

ข่าวล่าสุด

ป่อเต็กตึ๊ง เปิด “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” ใจกลางสาทร 25 พ.ค.นี้ สักการะฟรี

ป่อเต็กตึ๊ง เปิด “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” ใจกลางสาทร 25 พ.ค.นี้ สักการะฟรี