
เค.พี.เอ็น.บุกอสังหาฯ ดึง "ณเดช" นั่งพรีเซนเตอร์
เค.พี.เอ็น.ปัดฝุ่นที่ดินเก่า หวนคืนวงการอสังหาฯ ผุดคอนโดกลางเมืองต่ำกว่า 2 ล้านบาท พร้อมดึง "ณเดช" นั่งแท่นพรีเซนเตอร์
เค.พี.เอ็น.ปัดฝุ่นที่ดินเก่า หวนคืนวงการอสังหาฯ ผุดคอนโดกลางเมืองต่ำกว่า 2 ล้านบาท พร้อมดึง "ณเดช" นั่งแท่นพรีเซนเตอร์
นายณพ ณรงค์เดช ประธานกรรมการ บริษัท เค.พี.เอ็น.กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มเค.พี.เอ็น.ได้หวนกลับมาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวเดอะ แคปปิตอล คอนโดมิเนียม ย่านราชปรารถ และยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปของที่ดินเก่าที่มีอยู่อีก 2 แปลง เพื่อพัฒนาเป็นคอนโดฯ ในเมือง หลังจากห่างหายไปนานกว่า 3 ปีแล้ว
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าธุรกิจอสังหาฯ ยังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจในการลงทุน และมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมที่กลายเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อการอยู่จริง และเกิดขึ้นตามการขยายตัวของรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ
การที่กลุ่มเค.พี.เอ็น.มีที่ดินในเมืองพร้อมพัฒนา ยังทำให้การกลับเข้ามาในตลาดนี้ไม่ยากนัก โดยเป้าหมายนับจากนี้ จะให้ความสำคัญกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวเป็น 20% ในอนาคต จากปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ซึ่งมาจากการปล่อยเช่าอพาร์ทเมนท์ 4 แห่งในย่านรามคำแหง
สำหรับแผนการลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ ประเดิมโครงการแรกในปีนี้ด้วย เดอะ แคปปิตอล ราชปรารถ-วิภาฯ บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ จำนวน 1 อาคาร รวม 537 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างประมาณม.ค. 2555 โดยโครงการดังกล่าวอยู่บนที่ดินเดิมของอาคารสยาม ยามาฮ่า และปัจจุบันได้รื้ออาคารเก่าเรียบร้อยแล้ว
บริษัทตั้งเป้าปิดการขายโครงการดังกล่าวภายในปีนี้ โดยเน้นห้องชุดขนาด 28.5-35 ตารางเมตรเป็นหลัก มีสัดส่วนมากถึง 80% ของจำนวนทั้งหมด และการตกแต่งพร้อมอยู่ เพื่อจับกลุ่มคนทำงาน ในราคาเริ่มต้น 1.75 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 7.3 หมื่นบาทต่อตารางเมตร อีกทั้ง ยังดึง ณเดช นักแสดงชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ในตัวโครงการให้เร็วขึ้น
นอกจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว กลุ่มเค.พี.เอ็น.ยังเตรียมขยายไลน์ธุรกิจใหม่ ไปยังธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งเตรียมจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ โดยมองว่าปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมในการขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่น่าสนใจและมีโอกาส แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในธุรกิจยานยนต์ยังคงเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลักที่มากกว่า 30-40%







