
เลือกตั้งฉุดอสังหาฯชะลอตัว20%
รอเลือกตั้งทำอสังหาฯชะลอตัว 20% เหตุ ผู้บริโภครอรัฐบาลใหม่ออกแคมเปญกระตุ้นหวังซื้อบ้านราคาถูก ดอกเบี้ยต่ำ
รอเลือกตั้งทำอสังหาฯชะลอตัว 20% เหตุ ผู้บริโภครอรัฐบาลใหม่ออกแคมเปญกระตุ้นหวังซื้อบ้านราคาถูก ดอกเบี้ยต่ำ
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งส่งผลให้ประชาชนชะลอการซื้อบ้านโดยพบว่า 5 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดชะลอตัวลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากประชาชนต้องการรอดูว่าพรรคการเมืองจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากพรรคการเมืองหลายพรรคเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ คงที่ระยะยาว มาตรการลดภาษี และการลดภาระค่าใช้จ่ายต่าง โดยเฉพาะภาษีที่จะเอื้อให้ประชาชนซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น ประกอบกับช่วงปีก่อนที่มีมาตรการทางภาษีทำให้ยอดขายและยอดจดทะเบียนสูง
“ตลาดที่อยู่อาศัยในต้นปีนี้ กระเตื้องขึ้น เนื่องจากได้มาตรการดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี ของธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นตัวกระตุ้น แต่ประชาชนยังรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศยังจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย แต่ควรจะเน้นเป็นกลุ่มที่ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มบ้านหลังแรกไม่ควรออกมาตรการแบบหว่านแหไปถึงกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มที่ซื้อเพื่อเก็งกำไร”นายสัมมากล่าว
ทั้งนี้ จากการผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนของศูนย์ข้อมูลฯ ภายใต้หัวข้อ สถานการณ์หลังเลือกตั้ง พบว่า ปรับตัวดีขึ้น 50% , ไม่เปลี่ยนแปลง 40% , แย่ลง 10% โดยยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอยู่
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ห่วงว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาบริหารประเทศ แต่อยากให้มีมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการให้ประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านเข้าถึงแหล่งสินเชื่อง่ายขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพราะมองว่าแนวโน้มความต้องการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ในครึ่งปีหลังยังมีอยู่ ขณะที่ราคาบ้านคงไม่ได้ปรับสูงมากนัก แม้ว่าราคาวัสดุก่อสร้างจะปรับสูงขึ้น 5-10%
อีกทั้งการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลังยังมีสูงมาก ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับไปถึง 3.75% แต่ยังมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมอยู่ในการควบคุมเงินเฟ้อ และเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์คงไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงมากนักจึงไม่น่าจะเพิ่มภาระแก่ผู้ซื้อบ้าน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการซื้อบ้านในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะชะลอจากปีก่อนที่มียอดโอนสูงที่สุดในรอบ 14 ปี แต่ยังถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากตั้งแต่ปี 2552 ถึงเดือนมิ.ย. 2553 รัฐบาลออกมาตรการภาษีทำให้ยอดโอนบ้านปีที่แล้วสูงถึง 1.7 แสนหน่วย และมองว่าปีนี้จะมียอดโอนบ้านประมาณ 1.4 แสนหน่วย
นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย มองว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด คือ การสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อพัฒนาตนเองให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศรองรับการเปิดเขตการค้าเสรีในปี 2558 รวมไปถึงต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น สานต่อการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะถือว่าเป็นกฎหมายที่ดี
ที่สำคัญรัฐบาลควรพิจารณายกเลิกภาษีที่มีการจัดเก็บซ้ำซ้อน ลดการจัดเก็บภาษีซื้อ-ขายเปลี่ยนมือ เพราะปัจจุบันประชาชนที่ซื้อ-ขายบ้านมือสองต้องจ่ายภาษีสูงถึง 5-6% หากลดการจัดเก็บภาษีดังกล่าวลง ด้วยการเก็บภาษีตามรายการ แทนการจัดเก็บตามมูลค่า ก็จะช่วยให้ตลาดบ้านมือสองเติบโตขึ้น ซึ่งจะเป็นหัวจักรขับเคลื่อนให้เกิดการซื้อ-ขายบ้านมือ 1 และขับเคลื่อนธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ฯ ได้ยังสำรวจราคาบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑลในครึ่งหลัง พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นแต่ยังไม่สูงเท่ากับราคาคอนโดมิเนียมที่สูงขึ้นถึง 7% โดยราคาบ้านเดี่ยวจะสูงขึ้นเฉลี่ย 1.8% และราคาทาวน์เฮาส์เฉลี่ยจะสูงขึ้น 3.55-3.6 % เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างและราคาน้ำมันสูงขึ้น
ด้านนายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ดัชนีราคาห้องชุดปรับขึ้นสูงสุดนับจากครึ่งปีหลัง 2552 จนถึงปัจจุบันห้องชุดทุกระดับราคาปรับขึ้นเฉลี่ย 7% โดยห้องชุดราคาต่ำกว่า 5 หมื่นบาท/ตร.ม.ปรับขึ้นสูงสุดถึง 11.5% โดยสาเหตุหลักมาจากค่าแรงเพราะมีการก่อสร้างทั้งกลางวันและกลางคืนผู้ประกอบการต้องจ่ายสูงกว่าปกติถึงสองเท่า
ขณะเดียวกันมีต้นทุนที่ดินที่ปรับขึ้นไปสูงมาก และหายากทำให้ต้องไปซื้อตึกแถวมาทุบทิ้งและก่อสร้างคอนโดฯแทน อย่างไรก็ตามดัชนีราคาบ้านทุกประเภทที่ปรับขึ้นยังถือว่าปรับขึ้นไม่เท่ากับดัชนีต้นทุนค่าก่อสร้าง เนื่องจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้มากนัก







