
กลุ่มบูทิครุกคอมมูนิตี้มอลล์
กลุ่มบูทิค เจ้าตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ สยายปีกลุยคอมมูนิตี้ มอลล์ ทุ่ม 350 ลบ.ผุด เรนฮิลล์ วางเป้า 5 ปีผุดคอมมูนิตี้มอลล์อีก 5 แห่ง
กลุ่มบูทิค เจ้าตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ สยายปีกลุยคอมมูนิตี้ มอลล์ ทุ่ม 350 ลบ.ผุด เรนฮิลล์ วางเป้า 5 ปีผุดคอมมูนิตี้มอลล์อีก 5 แห่ง
นายปรับ ทักราล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บูทิค ผู้ประกอบธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ภายใต้แบรนด์ ซิทาดีนส์ และ โอ๊ควูด เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายธุรกิจใหม่มาลงทุน ศูนย์การค้าครั้งแรก ในชื่อ เรนฮิลล์ ตั้งอยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 47 ใช้งบลงทุนประมาณ 350 ล้านบาท โดยเป็นศูนย์ค้าปลีกลักษณะชุมชน (คอมมูนิตี้มอลล์) ที่มีรูปแบบการออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวในศูนย์การค้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์การค้า และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือน พ.ย.54 นี้ ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถคืนทุนภายใน 5 ปีนับจากนี้ เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกของไทยมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากกำลังซื้อกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่เติบโตสูงต่อเนื่อง
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเน้นกลุ่มคนทำงานในพื้นที่บริเวณถนนสุขุมวิท และกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดย เรนฮิลล์ มีจำนวนพื้นที่รวม 5 ชั้น แบ่งเป็นพื้นที่ค้าปลีก 1-4 ชั้น และในชั้นที่ 5 จะวางรูปแบบให้เป็น เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ จำนวน 15 ห้อง ขนาดพื้นที่ห้องละ 100 ตร.ม. วางราคาเช่าห้องไว้ที่ 7 หมื่นบาทต่อ ตร.ม. เชื่อมั่นว่า หลังจากเปิดให้บริการแล้วจะมีลูกค้าหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 3,000 คนต่อวัน
“การเลือกเปิดคอมมมูนิตี้มอลล์ในรูปแบบ มิกซ์ ยูส ที่มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต บริการต่างๆ และยังมีเซอร์วิส อพาร์ทเมนต์ รวมอยู่ด้วยกันครั้งแรกในไทย เพราะมองว่าศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในไทยค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว แต่ศูนย์การค้าแบบคอมมูนิตี้มอลล์ยังมีโอกาสเติบโตได้ดีอยู่ และเชื่อว่าคอมมูนิตี้มอลล์ สไตล์ นี้ จะเป็นเทรนด์ใหม่ของ คอมมูนิตี้มอลล์ในอนาคต เพราะในต่างประเทศมีเกิดขึ้นมาจำนวนมาก” นายปรับกล่าว
ทั้งนี้การที่บริษัทปรับแผนธุรกิจใหม่มาขยายศูนย์การค้าอย่างจริงจัง เพราะต้องการปรับความเสี่ยงของธุรกิจใหม่ให้มีรายได้จากกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น จากปัจจุบันรายได้หลักมาจาก ธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ และโรงแรมจำนวน 7 แห่ง และมาจากรายได้ของต่างชาติทั้งหมด ทำให้บริษัทได้วางแผนไว้ว่าในอีก 5 ปีนับจากนี้จะเปิด คอมมูนิตี้มอลล์ ใหม่อีก 5 แห่ง และเปิดโรงแรมใหม่อีก 7 แห่ง เน้นในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น
อย่างไรก็ตามหลังจากปรับแผนธุรกิจใหม่ในอีก 5 ปีจะมีรายได้รวมทั้งกลุ่มเติบโตถึงระดับ 1,000 ล้านบาท สัดส่วนรายได้มาจากค้าปลีก 40% และเซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ 60% ถือว่าเติบโตได้สองเท่าตัวจากปี 54 ที่คาดว่าจะมีรายได้รวม 500 ล้านบาท นอกจากนี้ ในอีก 5 ปีนับจากนี้บริษัทฯมีความสนใจขยายธุรกิจในเครือไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมองว่าตลาดเอเชียเป็นตลาดใหญ่ที่มีความสำคัญและเศรษฐกิจเติบโตสูงทุกปี
นายปรับ กล่าวต่อว่าธุรกิจของครอบครัวคือ กลุ่มบริษัท ทักราล ได้ทำธุรกิจผู้นำเข้าสิ่งทอและผ้าห่มรายใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนบริษัท บูทิค เป็นการร่วมทุนกับ กลุ่มบริษัทแอสคอทท์ เพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ โดยกลุ่ม แอสคอทท์ถือหุ้น 49% และอีก 51% เป็นการลงทุนของกลุ่มทักราล







