
สหโมเสคหันรุกระดับไฮเอ็น
สหโมเสคหนีตลาดกระเบื้องปูพื้น-บุผนังระดับล่างแข่งดุด้านราคา หันรุกระดับไฮเอ็น ชี้ราคาขายได้สูงได้กว่าระดับล่าง 20% พร้อมเตรียมทุ่มงบ 500 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตอีก 5 ล้านตร.ม.
สหโมเสคหนีตลาดกระเบื้องปูพื้น-บุผนังระดับล่างแข่งดุด้านราคา หันรุกระดับไฮเอ็น ชี้ราคาขายได้สูงได้กว่าระดับล่าง 20% พร้อมเตรียมทุ่มงบ 500 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตอีก 5 ล้านตร.ม.
น.ส.ปวีณา เหล่าวิวัฒน์วงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท สหโมเสค อุตสาหกรรม หรือยูเอ็มไอ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องปูพื้นและบุผนังแบรนด์ ดูราเกรส เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่าบริษัทฯจะพยายามเพิ่มสัดส่วนในการผลิตกระเบื้องเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนมากขึ้น เนื่องสามารถขยับราคาขายได้สูงขึ้นอีก 20-30 บาทต่อตร.ม.หรือมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 150-160 บาทต่อตร.ม. ขณะที่สินค้าระดับล่างนั้นจะแข่งขันกันมากทางด้านราคาขาย ปัจจุบันบริษัทฯมีสัดส่วนยอดขายกระเบื้องระดับบนอยู่ที่ 40% จะเพิ่มเป็น 45%ในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 60% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
“ตลาดกระเบื้องในปัจจุบัน หันมาแข่งขันทางด้านรูปแบบของสินค้ามากขึ้น โดยมุ่งเน้นกระเบื้องที่มีขนาดใหญ่และมีการออกแบบพิเศษ โดยที่บริษัทฯจะพยายามหนีขึ้นตลาดระดับบนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 20 ล้านตร.ม. และในปีนี้จะมีการลงทุนอีก 500 ล้านบาทในการซื้อเครื่องจักรเพิ่มเพื่อรองรับกับกำลังการผลิตอีก 5 ล้านตร.ม.ในปีหน้า” น.ส.ปวีณา กล่าว
นอกจากนี้ทั้งปีจะใช้งบการตลาด 100 ล้านบาทในการสร้างแบรนด์สินค้า รวมไปถึงการเปิดให้บริการ ดูราเกรส เซอร์วิส คอร์นเนอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์เพื่อให้ลูกค้าสามารถออกแบบลายกระเบื้องได้ด้วยตนเอง โดยขณะนี้เปิดให้บริการแล้ว 30 เครื่อง และจะเพิ่มอีก 20 เครื่อง ใช้เงินลงทุนจุดละ 1 แสนบาทหรือคิดเป็นเงิน 5 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทฯมีตัวแทนจำหน่ายสินค้า 700 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่มีแผนจะเพิ่มนปีนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อ ปีที่ผ่านมาบริษัทฯมียอดขายรวม 2,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 2,600 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7%
สำหรับตลาดรวมกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง ในปีทีผ่านมามีมูลประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งสัดส่วนออกเป็นตลาดระดับล่าง 60% กลาง 30% และบน 10% เติบโตจากปี 2552 ประมาณ 10% และคาดว่าตลาดรวมกระเบื้องในปีนี้จะเติบโต 7-8% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เนื่องจากอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยลบ ทางการเมืองในประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นได้







