
"เอสซีฯ" ชูโรดแมป 3 ปี โกยยอดขาย 6 หมื่นล้าน
โมเดลธุรกิจจากนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องโปรดักต์และเซอร์วิสเท่านั้น แต่จะเพิ่มเรื่องของแพลตฟอร์มและโซลูชั่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค
โดย...อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร
โลกมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปซึ่งทุกองค์กร ทุกธุรกิจอุตสาหกรรมกำลังถูกท้าทาย ซึ่งวิธีคิดแบบเดิมๆ ไม่สามารถทำให้องค์กรเดินต่อไปได้หากไม่มีการปรับตัวเนื่องจากดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ซึ่งโมเดลธุรกิจจากนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องโปรดักต์และเซอร์วิสเท่านั้น แต่จะเพิ่มเรื่องของแพลตฟอร์มและโซลูชั่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค
ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทจึงได้ประกาศโรดแมป 3 ปี หรือ SC RE-INVENTION 2020 โดยวางกลยุทธ์ 4 ด้านเพื่อก้าวสู่ Living Solutions Provider ผู้ให้บริการโซลูชั่นการใช้ชีวิต พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายที่ 2.4 หมื่นล้านบาท รายได้ 2.2 หมื่นล้านบาทในปี 2563 และยอดขายรวม 3 ปีมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท
สำหรับแผนงานในช่วง 3 ปีนี้ ทางบริษัทได้มีการผนึกพาร์ตเนอร์ที่หลากหลายในอีโคซิสเต็มเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นบนแลนด์สเคปใหม่ โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ TOP-LINE GROWTH ซึ่งตั้งเป้าเติบโตทั้งยอดขายและรายได้สำหรับอสังหาฯ เพื่อขายโดยแนวราบมีสัดส่วนที่ 65% ส่วนแนวสูงอยู่ที่ 30% รวมทั้งอสังหาฯ เพื่อเช่า ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่อาคารสำนักงานเพื่อเช่ารวม 1.1 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) โดยสัดส่วนอยู่ที่ 5%
อย่างไรก็ดี เพื่อให้สามารถตอบรับดีมานด์ที่หลากหลาย บริษัทจึงได้มีการร่วมทุนกับ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ตั้งบริษัท สโคป เพื่อขยายเซ็กเมนต์ให้หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการขึ้นอยู่กับทำเลและดีมานด์แต่ละพื้นที่ โดยเตรียมพัฒนาโครงการใหม่แนวสูงรวมกว่า 10 โครงการ ใน 3 ปีนี้
สำหรับที่ดินหลังสวนพื้นที่กว่า 2 ไร่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะพัฒนาในรูปแบบใด แต่คาดว่าจะยังไม่พัฒนาโครงการในปีนี้ เนื่องจากบริษัทต้องการพัฒนาโครงการให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดเพราะเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองและเห็นว่าตลาดซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ยังมีความต้องการสูง ขณะที่ที่ดินสำหรับการพัฒนามีไม่มากนัก ทั้งนี้ เห็นว่าราคาขายมากกว่า 5 แสนบาท/ตร.ม. นั้น ตลาดยังมีดีมานด์
ขณะเดียวกันบริษัทเล็งเห็นโอกาสของการเติบโตของเมืองจากเมกะโปรเจกต์ตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จึงมีแผนพัฒนาโครงการใน จ.ฉะเชิงเทรา โดยตั้งเป้าในปี 2563 สัดส่วนมูลค่ายอดขายแนวราบกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจะอยู่ที่ 90:10
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาแนวราบบนที่ดินแปลงใหญ่ 2 ทำเลทั้งฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออกและกรุงเทพฯ ตะวันตก ในรูปแบบ Township Concept Development ได้แก่ บริเวณ กรุงเทพกรีฑากว่า 115 ไร่ มีแผนพัฒนารวม 5 โครงการ มูลค่าราว 4,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มพัฒนา 2 โครงการ ระดับราคาขาย 3 ล้านบาทขึ้นไป/ยูนิต
อีกทำเลคือ บางกะดี จ.ปทุมธานี พื้นที่กว่า 200 ไร่ ตามแผนจะพัฒนา 7 โครงการ มูลค่าราว 4,500 ล้านบาท ขายระดับราคากว่า 2 ล้านบาท โดยทั้งสองทำเลจะเปิดขายในครึ่งปีหลังของปีนี้ อย่างไรก็ดี โครงการแนวราบกว่า 50% จะพัฒนาภายใต้แบรนด์ PAVE และ VERVE ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมระดับราคา 2-5 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ได้เตรียมงบสำหรับซื้อที่ดินปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วอยู่ที่ 8,000-9,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการให้ได้ต่อเนื่อง โดยบริษัทจะซื้อที่ดินที่มีศักยภาพและดีมานด์ซึ่งการซื้อที่ดินแปลงใหญ่ขึ้น มองว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดได้เพราะต้นทุนจะถูกลงแต่มีข้อเสียตรงรีเทิร์นเงินคืนช้าลง ทั้งนี้เชื่อว่าราคาที่ดินยังมีการปรับราคาตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแต่การเติบโตของราคาที่ดินจะช้าลงเฉลี่ยอยู่ที่ 5% จากเดิมราคาที่ดินปรับขึ้น 5-10%
สำหรับในปี 2561 บริษัทตั้งเป้ายอดขายและรายได้อยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท หรือยอดขายเติบโตประมาณ 11% โดยปีนี้มีโครงการใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการขายทำให้มีสินค้าออกสู่ตลาดรวม 58 โครงการ มูลค่ารวม 5.6 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ยอดขายที่รอรับรู้รายได้หรือแบ็กล็อกอยู่ที่เกือบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งรับรู้ปีนี้ 50% ขณะที่ปี 2560 บริษัทมียอดขายรวมกว่า 1.52 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ของตลาดบ้านเดี่ยว ราคามากกว่า 15 ล้านบาท และอันดับ 2 ของบ้านเดี่ยวรวมทุกระดับราคา อย่างไรก็ดี การปรับตัวครั้งนี้ก็เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน







