"โสสุโก้" ปรับใหญ่ ชิงตลาดกระเบื้องนอกบ้าน
ภาพรวมตลาดกระเบื้องปูพื้นและบุผนังของไทยปีนี้ยังไม่ใช่ช่วงขาขึ้น ซึ่งเป็นไปตามสภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ภาพรวมตลาดกระเบื้องปูพื้นและบุผนังของไทยปีนี้ยังไม่ใช่ช่วงขาขึ้น ซึ่งเป็นไปตามสภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยไตรมาส 4 จะยังคงทรงตัวอยู่ได้ด้วยแรงหนุนจากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงระดับบนที่มีการเติบโตอยู่ 3-4%
กิตติชัย ไกรก่อกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) กล่าวว่า ในปีนี้ตลาดกระเบื้องปูพื้นและบุผนังของไทยหดตัว 6-7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 2.8-2.9 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวน 180 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) จากปี 2557 ที่มีมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 190 ล้าน ตร.ม.
เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวและภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่มีการเติบโต จะมีเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดเท่านั้นที่อยู่ได้ อีกทั้งมีการเข้ามาชิงตลาดระดับล่างของกระเบื้องจากประเทศจีนที่เวลานี้มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 22-23% โดยเฉพาะกระเบื้องที่ใช้ในห้องนั่งเล่น ปัจจุบันเป็นกระเบื้องจากจีนเกือบ 100%
“ผู้ประกอบการจากจีนยังเข้ามาชิงตลาดกระเบื้องพอร์ซเลนหรือกระเบื้องขัดเงา โดยเขาไม่ได้ใช้ของแพงเข้ามาทำตลาด ซึ่งผู้บริโภคเมื่อใช้ไป 3-4 เดือนจะเห็นผล เพราะมีการดูดน้ำสูงแต่ตอนปูใหม่ๆ นั้นมีแวกซ์เคลือบอยู่ พอใช้ไปสักพักแวกซ์หมดก็เจอปัญหา ทำกาแฟหกใส่ก็เป็นปัญหาทันที แต่ถ้าซื้ออย่างดีคงจะซื้อแบบราคาตารางเมตรละ 200 บาทไม่ได้ ถ้าพอร์ซเลนแบบไม่ดูดน้ำนั้น จะมีราคาขายสูงถึง 600-800 บาท/ตร.ม. ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตจากจีนเข้ามาได้ เพราะอยู่ในข้อตกลงดับเบิลยูทีโอ” กิตติชัย กล่าว
สำหรับตลาดกระเบื้องในปี 2559 คาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังน่าเป็นห่วงและอาจจะกระทบกับไทยได้ ทำให้ในปีหน้าบริษัทได้ปรับกลยุทธ์หันไปขยายตลาดการใช้กระเบื้องสำหรับงานตกแต่ง ซ่อมแซมบริเวณภายนอกบ้านที่ยังขยายได้ตัวอีกมาก โดยใช้จุดแข่งเทคโนโลยีการพิมพ์ลายด้วยระบบดิจิทัลที่ให้ความสมจริงเหมือนธรรมชาติ
นอกจากนี้ บริษัทจะขยายตลาดส่งออกไปในประเทศกลุ่มอาเซียนมากขึ้น หลังจากที่อาเซียนมีส่วนช่วยเพิ่มสัดส่วนส่งออกจาก 20% เป็น 25% ปัจจุบันโสสุโก้ มีกำลังการผลิต 80% หรือกว่า 30 ล้าน ตร.ม./ปี โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2559 ตั้งไว้ที่ 5,000 ล้านบาท จากปี 2558 มียอดขายจำนวน 4,800 ล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์ธุรกิจในปี 2559 นั้น จะเน้นปลุกกระแสความต้องการใช้กระเบื้องเพื่อพื้นที่ภายนอกบ้าน เช่นพื้นที่โรงรถ ลานบ้าน รั้วบ้าน ที่เคยทาสีแต่เราสามารถเลียนแบบได้หมด โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเบื้องพิมพ์ลายด้วยระบบดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ลวดลายดูสมจริง เหมือนธรรมชาติมาก ไม่ว่าจะเป็นลายไม้ ลายอิฐ ลายหิน และลายไม้เลื้อยที่ห้อยระย้าจากรั้วบ้าน
กิตติชัย กล่าวว่า กลยุทธ์ทาง การตลาดจะพยายามเจาะหมู่บ้านที่ต้องการรีโนเวทที่มีมากกว่า 10 ล้านหลัง ซึ่งตลาดกลุ่มนี้ถือว่าใหญ่มาก บริษัทจะพยายามเจาะเข้าไปในตลาด เช่น การตกแต่งบ้านในหมู่บ้าน ที่อยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน หรือบ้านหัวมุมให้ฟรี เพื่อสร้างการรับรู้ โดยใช้งบการตลาดต่ำ
“เราจะต้องสร้างตลาดใหม่เมื่อกระเบื้องจากจีนยังเข้ามาตีตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้ามากินตลาดหมดไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น แย่งปริมาณการใช้กระเบื้องไป80-90% ก็ต้องหนีออกไปนอกบ้าน เพราะกระเบื้องรุ่นใหม่ที่ออกแบบมานั้นสามารถปูลานรอบบ้านได้สวย สามารถปูได้เหมือนกระเบื้องธรรมชาติและมีราคาไม่แพง ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 300 บาท/ตร.ม. หากเอาหินธรรมชาติมาปูนั้น 4,000 บาท/ตร.ม.” กิตติชัย กล่าว
ทั้งนี้ จะเน้นที่กระเบื้องแผ่นใหญ่ขนาด 50x50 ซม. และ 60x60 ซม. สำหรับปูพื้นและขนาด 25x40 ซม. กับขนาด 30x50 ซม. สำหรับบุผนัง เพราะกระเบื้องขนาดใหญ่ทำให้เห็นรอยต่อน้อยลง จากอดีตจะเป็นกระเบื้องขนาดเล็ก ดูสวยกลมกลืนและมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น ทนทานแม้ว่าจะโดนน้ำท่วม
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการบริหารจัดการด้านพลังงาน โดยจะนำไฟฟ้าชีวมวลใช้เต็มกำลังในระบบการผลิตทัั้งหมด ซึ่งจะทำให้สามารถประหยัดต้นทุนค่าพลังงานได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 80-100 ล้านบาท หรือประมาณ 3% จากยอดขายรวมและสามารถนำเงินส่วนนี้มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพสินค้าและควบคุมระดับราคาไม่ให้สูงเกินไปได้ เนื่องจากธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับแรงงานจำนวนมาก เพราะต้องใช้แรงงานเกือบ 3,000 คน
อย่างไรก็ตาม การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี นั้นบริษัทมั่นใจว่าจะเป็นผลดีต่อการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกจาก 20% เป็น 25% โดยจะใช้พันธมิตรผู้จำหน่ายกลุ่มเดิมช่วยกระจายสินค้าและขยายฐานลูกค้าออกไปให้กว้างขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์รสนิยมของผู้บริโภค คุณภาพสินค้าได้มาตรฐานมีความหลากหลายในด้านสีสันลวดลาย ประโยชน์ใช้สอยคงทน สวยงามและราคาเหมาะสม
ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยจะใช้กระเบื้องยาวนานกว่า 10-12 ปี จึงจะมีการเปลี่ยนลวดลายใหม่ต่อครั้ง แต่ถ้าหากเป็นธุรกิจประเภทโรงแรมจะมีการปรับเปลี่ยนใหม่เฉลี่ยทุก 7 ปี แต่ปัจจุบันจะติดปัญหาช่างในการติดตั้งนั้นยังคงหาได้ยากขึ้น
กิตติชัย ย้ำว่าเศรษฐกิจในปี 2559 นั้นคาดเดาได้ยาก ซึ่งหากตัวเลขจีดีพีเติบโตได้ 3.5-4% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย จะส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคขยับเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าดูจากปัจจัยแวดล้อมในขณะนี้แล้ว ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ


